Advertisement

SHARE

ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สำหรับการปรับคณะรัฐมนตรี โดยครั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ต้องเรียกว่า “ครม. ตู่ 5”  หลังจากก่อนหน้านี้ปรับมาแล้ว 3 ครั้ง และหากไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าที่จะเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งสุดท้าย เพราะตามคำมั่นสัญญาของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่บอกว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561   คณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็จะมีอายุเหลือไม่ถึง 1 ปี รวมถึงหากนับระยะเวลาเริ่มประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง พวกเขาก็จะเหลือเวลาทำงานอีกเพียงประมาณครึ่งปีเท่านั้น 

 

การปรับคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องปกติสามัญของการเมือง และก่อนหน้านี้รัฐบาลนี้ก็ปรับมาแล้วสามครั้ง รวมที่ทำงานไปแล้ว 4 ชุด อะไรที่ทำให้ครั้งนี้ต่างออกไป 

 

ต้องยอมรับกันว่า รัฐบาลนั้นห่างจากช่วงฮันนีมูนมาไกลโข  วันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระบวนการแก้ไข ไม่ได้ทำให้ประชาชนพึงพอใจ ซ้ำปัญหาปะทุมากขึ้นเรื่อยๆ  ท่ามกลางข้อครหา “ทำงานไม่เป็น- ใช้คนไม่ถูกกับงาน” และที่สำคัญ การตอบแทน “เพื่อนพ้องน้องพี่” ทหารหาญ ที่ร่วมงานกันมา 

 

การปรับคณะรัฐมนตรีสามครั้งที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีอะไรที่แตกต่างมาก เพราะต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลนี้ขับเคลื่อนและมีพระเอกคนเดียว นั่นคือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ขณะที่มีรัฐมนตรีจำนวนหนึ่งที่เปรียบเสมือนพี่น้องร่วมเป็นร่วมตาย และร่วมปฏิบัติการครั้งใหญ่มาด้วยกัน  หนึ่งคือ “ป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” และอีกหนึ่งคือ “ป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา”  รวมตัวเป็น  “3 ป. ประยุทธ์ – ป้อม – ป๊อก” สามทหารเสือแกนกลางของรัฐบาล 

 

จากนั้นก็จะเป็นทีมเพื่อนพ้องน้องพี่ “ทหาร-ตำรวจ” และพลเรือนจำนวนหนึ่ง ที่ร่วมงานเมื่อครั้งรัฐประหาร รวมถึงเคยทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นทหารประจำการ  ที่ใช้เป็นมือเป็นไม้มาตลอด 

 

นอกจากนี้ยังมีทีม “คนในเครื่องแบบ” ที่ยินดีมาช่วยงานในวันที่ไม่มีใคร และบางคนก็ถูกมอบตำแหน่ง “เสนาบดี” ให้เพื่อแสดงความขอบคุณ     

 

และอีกส่วนคือ “เทคโนแครต” ที่มาร่วมงานและคอยช่วยเหลือ ด้วยอุดมการณ์และความเชื่อเดียวกัน   

 

ซึ่งต่อให้ปรับ ครม. ไปแค่ไหน ก็ไม่ได้เปลี่ยนองค์ประกอบเหล่านี้ไป ด้วยเพราะบทบาทอันโดดเด่นของ “ประยุทธ์” และข้อจำกัดของตัวบุคคลที่ทั้งมีความจำเป็นที่ต้องคงไว้ หรือความจำเป็นแห่งความจำกัดจำเขี่ยคนที่จะมาร่วมงาน 

 

บางครั้งการปรับคนออกอาจจะยากไม่เท่าการหาคนมาทำงานใหม่  ในทำนองเอาออกแล้ว ใครจะมาทำ   

 

ทำให้การปรับ ครม. สามครั้งที่ผ่านมา แม้จะปรับอย่างไร “พระเอก” ก็ยังหนีไม่พ้น “ประยุทธ์” ขณะที่องคาพยพหลักก็ยังคงอยู่แบบเดิม และที่สำคัญคือการปรับครั้งที่ผ่านๆ มาเพียงแค่เป็นการพยุงอำนาจและรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มขั้วอำนาจ 

 

แต่กับครั้งนี้ เป้าหมายของการปรับจะต่างออกไป เพราะมีปัจจัยเรื่องผลงานที่ต้องยอมรับว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน  รัฐมนตรีหลายคนไร้ผลงาน หลายคนมีข้อครหาเรื่องการคอร์รับชั่นที่ไม่ต่างจากนักการเมือง เศรษฐกิจตกต่ำ ราคาพืชผลการเกษตรไม่กระเตื้อง ขณะที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามา หากไม่ขยับปรับเปลี่ยนเพื่อกระตุ้นผลงาน หรืออย่างน้อยก็สร้างภาพลักษณ์ว่า “รัฐบาล” รู้สึกรู้สมกับสิ่งที่เกิดขึ้น ต่อให้ระบบที่วางไว้เพื่อต่อสายอำนาจเข้มแข็งขนาดไหนก็อาจล่มสลายลงได้ 

 

เช่นหากพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถกวาดเสียงได้ถล่มทลาย หรือพรรคสองสามพรรคต่อกันติด ทำให้เสียงที่ได้เกินครึ่งของสภา การโหวตรอบสองก็ย่อมไม่เกิดขึ้น เมื่อนั้นถนนกลับสู่ตำแหน่งก็อาจจะตันขึ้นมาดื้อๆ    

 

หรือแม้ดึงดันจนไปถึงรอบเลือกนายกฯ คนนอกได้ แต่หากผลงานที่ผ่านมาไม่เข้าตา ความนิยมไม่มี เสียงสนับสนุนจากทั้งสภาบนและสภาล่างก็อาจไม่เพียงพอต่อคะแนนนิยมของประชาชน และทั้งสองสภาก็ย่อมไม่อาจอุ้มกลับคืนเก้าอี้ได้ 

 

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จึงเป็นการเรียกความนิยมกลับมา เพื่อต่อยอดไปสู่อนาคต และที่แน่ๆ เป้าหมายที่อ่อนไหวต่อการถูกปรับก็ต้องเป็น “ทหาร” ที่ถูกมองว่าไม่ใช่มืออาชีพในการบริหารงาน รวมถึง “เทคโนแครต” บางคน 

 

แต่ทหารที่จะถูกปรับนั้น ผู้ที่อยู่ในแกนกลางอำนาจอย่าง “ป้อม-ป๊อก”  แน่นอนว่าย่อมอยู่ในภาวะที่ปลอดภัย  เพราะยังต้องทำงานด้วยกันไปอีกนาน และมีงานอีกมากที่ต้องทำด้วยกัน แม้ว่าทั้งสองจะเหมือนเป็นจุดอ่อนให้โจมตี โดยเฉพาะปัญหาจากการจัดซื้อจัดจ้าง แต่หากอยากลดแรงกดดันก็ต้องปรับ 

 

แต่คนที่จะถูกปรับออกคือ “ทหาร” ที่เป็น “เพื่อนพ้องน้องพี่”  ที่เข้ามาเพราะเคยทำงานด้วยกัน หรือต่างตอบแทนกันมาจนเพียงพอแล้ว 

เพราะหากยังคง “ทหาร-ตำรวจ” เอาไว้เท่าเดิม ก็ย่อมไม่สามารถลบภาพเดิมๆ จากการบริหารตลอด 3 ปีที่ผ่านมาได้  นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเทคโนแครตและอดีตข้าราชการอีกจำนวนหนึ่งที่ผลงานไม่เข้าตา 

 

ขณะที่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจก็ย่อมต้องหนาวๆ ร้อนๆ เพราะปัญหาการเมืองนั้นมิอาจทำให้คนรู้สึกขัดข้องหมองใจกับรัฐบาล แต่ปัญหาปากท้องต่างหากที่ทำให้คนรักหรือชังได้ เอาเป็นว่าคนไหนผลงานไม่ดี หรือมีภาพที่ไม่ทำงานก็เตรียมตัวได้เลย รวมถึงรัฐมนตรีที่ขัดแย้งกับข้าราชการที่จะเป็นมือเป็นไม้ในอนาคตก็อยู่ในสภาพเสี่ยงเช่นกัน 

เวลาที่มีเหลือน้อย ยิ่งต้องเร่งทำงาน แต่ก็อย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่า ด้วยโจทย์ใหญ่สามเรื่องคือ 1. เพื่อนพี่้น้องที่ปรับไม่ได้   2. ความโดดเด่นของ “ประยุทธ์”   3. หาคนมาทำงานด้วยลำบาก ต่อให้อยากปรับให้ภาพดีกว่านี้ ก็อาจจะทำได้ไม่มากไปกว่านี้เท่าไหร่ 

  

และถ้าผลงานไม่กระเตื้อง  หลังเลือกตั้งเหนื่อยแน่ๆ 

 

 

บทความโดย “อสรพิษ” 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...