Advertisement

SHARE

หลายท่านคงได้มีโอกาสรับชมการถ่ายทอดสดหรือติดตามข่าวสารเกี่ยวกับพิธีเปิดกีฬาของมวลมนุษยชาติหรือโอลิมปิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอลิมปิกฤดูหนาวที่จัดพิธีเปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่พย็องชัง (PyeongChang) เกาหลีใต้ ฟังชื่อแต่แรก หลายท่านก็อาจจะสับสนกับกรุงพย็องยัง (PyeongYang) หรือที่เรียกกันติดปากว่า เปียงยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาหลีเหนือ ขอเรียนย้ำนะครับว่า คนละที่กันเลย อย่าไปสับสนเข้าล่ะ เพราะเคยมีข่าวว่า สายการบินแห่งหนึ่งเกือบจะพาเครื่องบินไปลงพย็อง “ยัง” เพราะสับสนชื่อ พย็อง “ชัง” มาแล้ว อิอิ กีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ หลังจากโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 1988 ที่กรุงโซล ครูผู้สอนเกาหลีศึกษาท่านมักจะบอกเราเสมอว่า กีฬาโอลิมปิกนั้นเป็นหมุดหมายหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาประเทศเกาหลีใต้ จากประเทศที่เสียหายยับเยินจากสงคราม ไม่มีใครสนใจ เป็นประเทศผู้รับความช่วยเหลือ มาเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างน่าประทับใจอย่าง OECD เป็นประเทศผู้ให้เงินช่วยเหลือ และมีที่ยืนอยู่ในสังคมโลกอย่างสมเกียรติ สมศักดิ์ศรี 

 

สารคดีเรื่องความสำเร็จของเกาหลีใต้ที่จัดทำโดยมูลนิธิเกาหลี (Korea Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการดำเนินการทูตสาธารณะที่กำกับการนำเสนอเนื้อหาภาพลักษณ์ของเกาหลีใต้และเชื่อมโยงเกาหลีใต้กับสังคมโลกด้วยการสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ด้านเกาหลีศึกษาเผยแพร่ทางช่องของมูลนิธิในเว็บไซต์ YouTube ยืนยันประเด็นข้างต้น สารคดีดังกล่าว เปิดเรื่องด้วยการเปรียบเทียบคำกล่าวของบุคคลสำคัญของสหรัฐอเมริกา 2 ท่าน ได้แก่ นายพลดักลาส แมคอาร์เธอร์ อดีตผู้บัญชาการกองกำลังสหประชาชาติ กับอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา นายพลแมคอาร์เธอร์เคยกล่าวหลังสงครามเกาหลีสิ้นสุดว่า ประเทศนี้ “ไม่มีอนาคต อีกร้อยปีก็ไม่มีวันเจริญหรือฟื้นฟูได้ง่าย” ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโอบามาได้กล่าวในอีก 60 ปีถัดมาว่า “ประเทศเกาหลีนี้เป็นแบบอย่างของการพัฒนาที่น่าเดินตาม” อดีตนายกรัฐมนตรีจ้าวจื่อหยางของจีนก็เคยกล่าวในปี 1980 ว่า ขณะนั้น จีนก็กำลังศึกษาตัวแบบการพัฒนาของเกาหลีใต้อยู่เช่นกัน 

 

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ การจัดกีฬาโอลิมปิกมันไปเกี่ยวอะไรกับการมีสถานะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศได้ ก็ขอเรียนว่า กีฬาโอลิมปิกในตัวมันเองก็เป็นงานอีเวนต์แบบหนึ่งอะครับ คนจะจัดอีเวนต์ได้ก็ต้องมีเงินใช่ไหมครับ มีกำลังคนกำลังทรัพยากร มีเครือข่าย และเป็นที่ยอมรับในสังคม (อย่างน้อยก็คณะกรรมการจัดงานโอลิมปิก) ใช่ไหมครับ ขณะเดียวกัน แขกที่มาเยี่ยมชมหรือเข้าร่วมอีเวนต์ประมาณสิบยี่สิบวันนี้ เขาก็ต้องกินต้องใช้ ต้องพักผ่อน บ้างก็ไปทานอาหารท้องถิ่น บ้างก็ไปเที่ยวเล่น กิจกรรมแบบนี้มันก็จะทำให้เงินหมุนเวียนใช่ไหมครับ ด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดการจ้างงานด้วย อย่างกรณีพย็องชังโอลิมปิก ท่านประธานาธิบดีมุน แช-อิน ท่านก็ถือโอกาสใช้กิจกรรมนี้เป็นการส่งเสริมนโยบายจ้างงานที่ท่านได้ให้ไว้ ถือเป็นการทำตามสัญญา โดยใช้เวลาอยู่ไม่นาน (ส่วนจะยั่งยืนแค่ไหน ก็ต้องรอดูกันต่อไปนะครับ) แถมพอจัดงานเสร็จ ก็มีสนามกีฬาที่เป็นดอกผลของการจัดพิธีเปิดพิธีปิดไว้เป็นโคริยานุสรณ์ เป็นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองด้วย 

 

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดมาก หลายท่านก็กังวลว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดการสู้รบใช้กำลัง เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กับท่านผู้นำคิม จ็อง-อึนเล่นสงครามน้ำลายกัน ท่านทรัมป์เรียกท่านคิมว่า “มนุษย์จรวด (Rocketman)” บ้าง “เพื่อนอ้วนเตี้ย” บ้าง ส่วนท่านคิมก็ไม่น้อยหน้า บอกว่า จะเอาคืนทรัมป์ให้สาสมด้วยการจุด “เพลิงกาฬ” ล้างผลาญสหรัฐอเมริกา โอ้โห ท่านประธานาธิบดีมุนก็งานเข้าสิครับ เพราะถ้ารบกันจริง ๆ คนที่เดือดร้อนที่สุด ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ไม่ใช่ใคร ก็เกาหลีใต้นี่ล่ะครับ ในยามนั้น สื่อเกาหลีใต้หลายสำนักสร้างคำขึ้นมาหนึ่งคำเรียกว่า “Korea Passing” ผมขอแปลภาษาไทยว่า “ข้ามหัวเกาหลี” พวกเขาตั้งคำถามสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติเกาหลีใต้ว่า เฮ้ย ถ้ารบกันจริง ๆ เกาหลีใต้จะต้องทำตัวอย่างไร และจะต้องอยู่ข้างไหน หรือจริง ๆ แล้ว เกาหลีใต้ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่นั่งเฉย ๆ แล้วก็รอเขาตัดสินใจกัน แล้วก็รอรับผลกันไป ให้เขาเล่นเกม “ข้ามหัว” กันอยู่นั่น

 

ผมเล่าไว้บางส่วนในบทความเรื่อง 100 วันของท่านประธานาธิบดีเกี่ยวกับจุดยืนและท่าทีในประเด็นคาบสมุทรเกาหลีช่วงที่ท่านประธานาธิบดีรับตำแหน่งใหม่ เกาหลีใต้ถือว่าเป็นคนที่อยู่ใกล้เกาหลีเหนือและเข้าใจเกาหลีเหนือมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นคนที่ทำอะไรได้ผลน้อยที่สุด แต่คนเกาหลีก็โชคดีที่มีมุน แช-อินเป็นประธานาธิบดีครับ ท่านแสดงจุดยืนของเกาหลีใต้ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 72 ว่า “ขอบคุณประเทศสมาชิกทั้งหลายที่ปฏิบัติตามมติสหประชาชาติเรื่องการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศสมาชิกจะมีมาตรการที่ “สร้างสรรค์” ปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ด้วย” สมควรกล่าวด้วยว่า ความมุ่งประสงค์ของการคว่ำบาตรนั้นก็คือ การตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่จะส่งอาวุธ หรือส่งทรัพยากรต่าง ๆ ไปให้เกาหลีเหนือพัฒนานิวเคลียร์ เพื่อให้ระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือรู้สึกอึดอัดและหาทางที่จะเลิกโครงการนิวเคลียร์ที่ต้องใช้เงินจำนวนมากไปพัฒนา และหาแนวทางพัฒนาประเทศด้วยระบบตลาดหรือระบบอื่น เช่น ระบบเศรษฐกิจแบบที่จีนใช้อยู่แทน 

 

ทีนี้ปัญหาของการคว่ำบาตรมันมี 2 เรื่องใหญ่ครับ เรื่องแรกคือ มันไปกระเทือนชีวิตคนธรรมดาด้วย เพราะคนธรรมดาก็ต้องกินต้องใช้ การคว่ำบาตรอาจทำให้คนธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงปัจจัย 4 ได้ แล้วพวกเขาเองก็ไม่ได้จะมีเงินถุงเงินถังอย่างครอบครัวคิมและคณะมิตรสหาย นี่เป็นปัญหามนุษยธรรม อีกเรื่องคือ มีประเทศสมาชิกจำนวนหนึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงโดยเคร่งครัด ซึ่งประเด็นนี้ ผมเองเห็นว่า ก็ยังถกเถียงได้ เพราะหากทุกประเทศพร้อมใจกันทำให้เกาหลีเหนือรู้สึก “โดดเดี่ยว” เมื่อนั้น เกาหลีเหนือจะยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้น ท่านอดีตเลขาธิการอาเซียนผู้ล่วงลับ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็เคยกล่าวย้ำประเด็นนี้ในหลาย ๆ โอกาสเช่นกัน ท่านผู้อ่านคงนึกภาพออกนะครับว่า การที่ใครสักคนรู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียว โดดเดี่ยวในสังคม ทั้งที่เขาแค่ทะเลาะกับคนแค่ไม่กี่คน แต่ต้องถูกทั้งสังคมแบน มันน่าเศร้าขนาดไหน ซึ่งความซึมเศร้านั้นก็อาจนำไปสู่การ “ฆ่าตัวตาย” ได้ เพียงแต่การ “ฆ่าตัวตาย” ในกรณีนี้ อาจหมายถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ใคร่ครวญไตร่ตรองนั่นเอง ข้อมูลจากโครงการ Beyond Parallel ของ CSIS Korea Chair บอกเราครับว่า พลังทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์ที่เกาหลีเหนือกำลังพัฒนานั้นเพิ่มสูงขึ้นมากจนน่ากลัว ขณะเดียวกัน พฤติกรรมข่มขู่คุกคามของท่านคิมก็เริ่มถี่ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของท่านทรัมป์ 

 

ฝั่งสหรัฐอเมริกานี่เขาชัดเจนนะครับว่า นิวเคลียร์เกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงของเขาแน่นอน มีการอภิปรายกันภายในหมู่คนทำนโยบายแล้วก็นักวิชาการทั้งหลายในสหรัฐอเมริกามาสักพักแล้วครับว่า เขาควรจะต้องใช้มาตรการที่แข็งกร้าวมากขึ้นเพื่อจะ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ซึ่งมาตรการนั้นอาจหมายรวมถึง “การโจมตีทางอากาศแบบมีขีดจำกัด (Limited air strike)” ด้วย ทีนี้ไอ้ปัญหาของการใช้กำลังไม่ว่ารูปแบบไหนมันก็มีประเด็นครับว่า สมมติเกิดใช้กำลังกันจริง แล้วขยายกลายเป็นสงครามขึ้นมา จะควบคุมได้หรือเปล่า จะเป็นสงครามโลกครั้งที่สามไหม จีนจะเอาอย่างไรที่อยู่ดี ๆ สหรัฐอเมริกาก็มาเล่นอะไรก็ไม่รู้แถวบ้าน แล้วเกาหลีใต้จะต้องทำตัวอย่างไร ขณะที่ท่านทรัมป์เองก็เริ่มจะถามแล้วว่า เอ…ในเมื่อเราก็มีนิวเคลียร์ ทำไมเราไม่ใช้ล่ะ ถ้าไม่ใช้ แล้วจะมีไว้ทำพระแสงอะไร สภาวะแบบนี้ล่ะครับที่สื่ออเมริกันเขาใช้คำว่า “ได้กลิ่นคาวเลือด (Bloody nose)” ซึ่ง Victor D. Cha CSIS Korea Chair ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเกาหลีใต้คนใหม่ออกมาคัดค้านจนถูก “ชะลอ” การแต่งตั้งไป กลายเป็นว่า ไม่มีเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเกาหลีใต้มาได้ระยะหนึ่งแล้วหลังจากท่านเอกอัครราชทูตมาร์ก ลิพเพิร์ต (ที่เคยถูกฝ่ายก้าวหน้าเกาหลีต่อยหน้าจนหน้าบวม) หมดวาระ 

 

โดยปกติ ท่านศาสตราจารย์ Cha ท่านจะมีแนวทาง “สายเหยี่ยว” ในการจัดการกับเกาหลีเหนือ เช่น สนับสนุนการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น เน้นย้ำความสำคัญของพันธมิตรระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีใต้ คัดค้านแนวทางพัวพันสร้างสรรค์โดยระบุว่า การพัวพันสร้างสรรค์นั้นต้องไม่ใช่การลดแลกแจกแถม แต่ต้องเป็นการพิสูจน์เจตนาและความจริงใจของเกาหลีเหนือ แต่พอเป็นเรื่องของการใช้กำลังหรือการใช้อาวุธนิวเคลียร์คราวนี้ ท่านขอยืนเด่นโดยท้าทายคัดค้านท่านทรัมป์ อย่างไรก็ดี ทั้งท่านทรัมป์และท่านคิมต่างก็เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ มีความเห็นเสนอว่า ความพยายามผลักดันการชิงโจมตีเกาหลีเหนือนั้นเป็นการ “หวังผล” ในการเลือกตั้งกลางเทอม (ประกอบด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐจำนวนหนึ่ง) ที่จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน ปีนี้ เพื่อแสดงให้ประชาชนอเมริกันเห็นศักยภาพของท่านทรัมป์และคณะ 

 

ศาสตราจารย์ Victor D. Cha 

ในส่วนของท่านคิมนั้น ความอยู่รอดของระบอบถือเป็นหลักสำคัญสูงสุดในการดำเนินนโยบายของท่าน ซึ่งระบอบของท่านก็ไม่ได้มีตัวท่านคนเดียว ยังมีพรรค มีกองทัพ และเครือญาติของท่านอีก ด้านหนึ่ง ถ้าท่านตัดสินใจเริ่มยิงก่อน ท่านอาจจะตกที่นั่งลำบาก เพราะลำพังกองทัพเกาหลีเหนือเปล่า ๆ ไม่สามารถชนะกองทัพสหรัฐอเมริกาได้แน่นอน แต่ถ้าสหรัฐอเมริกาเกิดเริ่มยิงก่อน ท่านก็จะต้องมั่นใจว่า ท่านมี “ขีดความสามารถในการโจมตีกลับ (Second-strike capability)” ด้วยกำลังที่ท่านมี ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่า ท่านคิมเองก็ตระหนักในขีดความสามารถและข้อจำกัดของท่านเป็นอย่างดี 

 

ตัดภาพกลับมาที่พย็องชังโอลิมปิกและฝ่ายเกาหลีใต้ จากเนื้อหาด้านบน ท่านผู้อ่านก็จะเห็นได้ว่า ปัญหาคาบสมุทรเกาหลีมีความซับซ้อน และมีลักษณะของการเป็นเกมที่ผู้เล่นหนึ่งได้ อีกผู้เล่นเสียอยู่มาก ท่านประธานาธิบดีมุนและคณะ (ซึ่งมีครูของผมอยู่ด้วย) ก็ตระหนักในข้อนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น สิ่งแรกที่ท่านพยายามทำคือ ใช้กีฬาโอลิมปิกให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ด้วยการนำเอาแนวทางพัวพันสร้างสรรค์ (Constructive engagement) มาใช้ เริ่มแรก ท่านต้องแสดงให้โลกเห็นก่อนว่า คาบสมุทรเกาหลีมีความสงบในระดับที่จะสามารถเล่นกีฬากันได้ ทุกคนสามารถเดินทางมาโดยไม่ต้องกังวลภัยสงคราม คณะทำงานของฝ่ายเกาหลีใต้จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะนำเกาหลีเหนือมาร่วมการแข่งขัน 

 

ฝ่ายเกาหลีเหนือเสนอเจรจากับเกาหลีใต้ในวันอังคารที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา โดยเริ่มเวลา 10.00 น. ที่บริเวณพันมุนจ็อม ใช้เวลาเจรจาทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง มีหยุดพักเป็นบางเวลา ตัวแทนฝ่ายเกาหลีใต้คือ นายโช มย็อง-กย็อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติ ส่วนฝ่ายเกาหลีเหนือคือ นายอี ซน-กว็อน ประธานคณะกรรมการรวมชาติโดยสันติ ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันในแถลงการณ์ร่วมคือ 1) ฝ่ายเกาหลีเหนือจะส่งคณะผู้แทน นักกีฬา กองเชียร์ สื่อร่วมกิจกรรมในกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกที่จัดขึ้น 2) สองฝ่ายเห็นตรงกันเรื่องการลดความตึงเครียดในภูมิภาคและจัดการหารือทางทหารร่วมกันโดยไม่มีบุคคลที่สาม 3) ยึดแนวทางการเจรจาในการสานสัมพันธ์เหนือ-ใต้ในประเด็นต่าง ๆ สำหรับประเด็นที่สองฝ่ายเห็นไม่ตรงกันคือ 1) เกาหลีเหนือไม่พอใจที่ฝ่ายใต้เสนอให้ยกเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเกาหลีใต้เรื่องการตั้งสายตรงทางทหารในบริเวณทะเลตะวันตก 2) เกาหลีเหนือไม่ได้กล่าวถึงข้อเสนอของเกาหลีใต้ในการจัดงานพบญาติระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ 

 

ผู้แทนเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือในการเจรจาเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา 

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ฝ่ายเกาหลีใต้ได้ใช้โอกาสของการจัดพย็องชังโอลิมปิกพักการซ้อมรบกับสหรัฐอเมริกาด้วย เพราะฝ่ายเกาหลีเหนืออาจเห็นว่า เกาหลีใต้ซักซ้อมเพื่อเตรียมมารบกับตนได้ ในขณะที่มีความกังวลจากฝ่ายอนุรักษนิยมในเกาหลีใต้ว่า ถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นมา เกาหลีใต้อาจตั้งรับได้ไม่ทันการ ซึ่งท่านประธานาธิบดีเลือกที่จะรักษาบรรยากาศที่ดีและเป็นมิตรไว้มากกว่า ขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามจากฝ่ายเกาหลีใต้ให้รวมทีมฮอกกี้หญิงเหนือ-ใต้เป็นทีมเดียวกัน ซึ่งผู้ฝึกสอนของฝ่ายเกาหลีใต้เห็นว่า การรวมกันคราวนี้ไม่เป็นธรรม เพราะมีเวลาซ้อมจำกัด และอาจบั่นทอนกำลังใจของนักกีฬาได้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีอี นัก-ย็อน ให้สัมภาษณ์อย่างน่าตกใจว่า “รวม ๆ ไปเถอะ ยังไงก็แข่งแพ้อยู่แล้ว” คำสัมภาษณ์นี้ส่งผลให้คะแนนนิยมของท่านประธานาธิบดีตกลงต่ำสุดตั้งแต่ดำรงตำแหน่งมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัยรุ่นอายุ 20-30 ปี ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของท่าน 

 

คณะทำงานจึงต้องชี้แจง และปรับยุทธศาสตร์การสื่อสารใหม่ว่า ความพยายามของการรวมทีมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสันติภาพซึ่งจะกลายเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์เกาหลี พร้อมกันนี้เกาหลีใต้ได้เปิดรับคณะนักแสดงจากเกาหลีเหนือซึ่งเดินทางด้วยรถบัสผ่านทางเขตปลอดทหาร (DMZ) เป็นครั้งแรก มีคำวิจารณ์ภาพผู้แทนคณะนักแสดงฝ่ายเกาหลีเหนือนามว่า ฮย็อน ซง-ว็อลที่ปรากฏในสื่อเกาหลีใต้ว่า ค่อนข้างเย่อหยิ่ง จองหอง สื่อเกาหลีใต้บางสำนักได้สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยเกาหลีเหนือที่อาศัยในเกาหลีใต้ว่า “เธอก็เหมือนกับคนเกาหลีเหนืออื่น ๆ นั่นแหละที่คิดว่า ประเทศตัวเอง (เกาหลีเหนือ) ดีที่สุด ไม่สนใจว่าโลกข้างนอกจะเป็นอย่างไร และประเทศตัวเองมีปัญหาแค่ไหน” ผมเพิ่งมารู้ภายหลังครับว่า ฮย็อนผู้นี้คือแฟนเก่าของท่านคิมนี่เอง ไม่แปลกใจเลยครับ 

 

   ฮย็อน ซง-ว็อล นักร้องเพลงป๊อบจากเกาหลีเหนือ 

บุคคลสำคัญที่สุดจากฝ่ายเกาหลีเหนือที่เดินทางมาเยือนเกาหลีใต้ในครั้งนี้คือ ท่านคิม โย-จ็อง น้องสาวของท่านคิม ซึ่งได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีเปิด และมอบจดหมายจากท่านคิมแด่ท่านประธานาธิบดีมุน พร้อมกับเชิญท่านประธานาธิบดีมุนเยือนกรุงพย็องยังในการพบปะที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้อีกด้วย ในวันพิธีเปิด มีภาพท่านประธานาธิบดีมุนจับมือกับท่านคิม โย-จ็องด้วย (อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่า ตำแหน่งที่ท่านประธานาธิบดียืนดูจะมีปัญหาเสียหน่อย เพราะท่านยืนต่ำกว่าฝ่ายเกาหลีเหนือดังภาพ คนอาจตีความได้ว่า เกาหลีใต้อยู่ต่ำกว่าเกาหลีเหนือ) เมื่อได้สัมผัสมือกันแล้ว ท่านประธานาธิบดีกล่าวว่า “ยินดีที่ได้พบกันจริง ๆ นะครับ” (만나서 정말 반갑습니다/มันนาซอ ช็องมัล พันกับซึมนีดา) 

 

คิม โย-จ็องกับท่านประธานาธิบดีมุน 

ส่วนที่เป็นไฮไลต์คือ การจัดขบวนพาเหรดที่นักกีฬาทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้เดินมาด้วยกันนำโดยธงรวมชาติ เพื่อนผมที่เป็นชาวต่างชาติอยู่ในเหตุการณ์จริงเล่าว่า “ผู้ชมกรี๊ดกร๊าดนักกีฬาทีมรวมชาตินี้ที่สุด แหม มันเป็นอะไรที่โรแมนติกนะ ได้เห็นคนที่แยกกันไปหันมาปรองดอง ด้านหนึ่งเราก็รู้อยู่ในใจในฐานะคนเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า มันก็เป็นแค่ฉากหนึ่งนั่นแหละ แต่ในฐานะชาวต่างชาติที่ได้อาศัยแผ่นดินเกาหลีอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ก็อดไม่ได้ที่เราจะยินดีปรีดิ์เปรมไปด้วยกัน น้ำตาไหลเลย” ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านได้เข้าไปเยี่ยมชมหน้าเฟซบุ๊กทางการของพย็องชังโอลิมปิก ท่านจะเห็นว่า มีความเชิงบวกเห็นต่อความพยายาม “เกาหลีร่วมใจ” นี้อย่างมาก พอจะสรุปได้ว่า ความพยายามของท่านประธานาธิบดีก็เป็นสิ่งที่ได้รับการชื่นชมจากต่างชาติ บางท่านถึงกับเสนอว่า ท่านประธานาธิบดีควรจะได้รับรางวัลโนเบลเสียด้วยซ้ำ อีกด้านหนึ่ง อาจเป็นความพยายามของเกาหลีใต้ที่จะ “กล่อมเกลา” คณะจากเกาหลีเหนือด้วยการให้มาลองอยู่ลองเห็น ที่สำคัญ ฝ่ายเกาหลีเหนือต้องขับร้องเพลงชาติของเกาหลีใต้ในพิธีต่าง ๆ ด้วย 

 

ขบวนนักกีฬา “เกาหลีร่วมใจ” 

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์อีกส่วนนั่นคือ ผู้อัญเชิญไฟพระฤกษ์จุดคบเพลิงโอลิมปิกคนสุดท้าย คิม ย็อน-อา ต้องขอเรียนท่านผู้อ่านก่อนครับว่า ผลจากความสำเร็จในการเป็นนักกีฬาไอซ์สเกตของเธอประกอบกับลักษณะท่าทางการวางตนทำให้คิม ย็อน-อาได้รับการยกย่องในหมู่คนเกาหลีให้เป็น “น้องสาวแห่งชาติ” (국민여동생/คุงมิน ยอดงแซ็ง) และก็เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็น “ราชินี” (여왕님/ยอวังนีม) สมควรกล่าวตรงนี้ครับว่า คิม ย็อน-อานั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจและฉันทมติโดยแท้ให้เป็นบุคคลสำคัญของชาติที่ทั้งคนแก่-คนหนุ่มสาว ฝ่ายก้าวหน้า-ฝ่ายอนุรักษนิยมต่างก็เห็นตรงกัน และไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยเสียหาย จริง ๆ ถ้าประเทศนี้จะมีประธานาธิบดีสุภาพสตรีสักคน คน ๆ นั้นก็ควรจะเป็นคิม ย็อน-อา ไม่ใช่คุณป้าที่ไม่มีความรู้ในการบริหารราชการแผ่นดินแถมยังเปิดช่องให้เพื่อนสนิทตัวเองหากินอย่างที่เคยมีมา แต่อย่างว่านะครับ การเมืองเกาหลีใต้นี่เขาเล่นกันแรง ใครล่ะจะมาเปลืองตัว พอเข้าสู่การเมืองปุ๊บ เผลอ ๆ สถานะราชินีอะไรต่าง ๆ อาจจะเสื่อมถอยลงไป สู้อยู่เฉยๆ แบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้ ใช่ไหมครับ 

 

การแสดงสุดท้ายที่ผมอยากเล่าไว้ตรงนี้ เพราะมีความสำคัญในเชิงความหมายทางการเมืองก็คือ การแสดงของศิลปิน 4 ท่านที่ออกมาร้องเพลง Imagine แล้วก็มีคนออกมาจุดเทียนครับ นี่คือ ภาพแทนของการเคลื่อนไหวชุมนุมดวงเทียนจรัสแสงที่ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมแล้วก็เขียนมาเล่าให้ทุกท่านฟังในชุดบทความสองโคริยาประชาธิปไตยตอนแรกกับตอนจบนั่นแหละครับ ตัวศิลปินเอง คุณช็อน อิน-กว็อนก็เป็นศิลปินที่ขึ้นเวทีเป็นประจำแล้วเพลงนี้ก็เป็นเพลงโปรดของเขาที่ร้องเกือบทุกครั้งบนเวที อย่างที่ผมเคยเล่าครับว่า ท่านประธานาธิบดีเองก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมการชุมนุมอย่างแข็งขัน และท่านก็ประกาศชัดเจนตั้งแต่ก่อนดำรงตำแหน่ง (เป็นตัวอย่างของผู้ปกครองที่ดีที่ทำตามสัญญา โดยใช้เวลาอยู่ไม่นาน) ว่า ท่านจะสานต่อเจตนารมณ์ของชุมนุมดวงเทียนจรัสแสงในการธำรงรักษาหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ให้สมกับที่เกาหลีใต้เป็นประชาธิปไตย 100% ครับ อิอิ 

 

การแสดงชุด “Imagine”

เอาล่ะ หลังจากที่พวกเราพูดถึงส่วนที่เป็นแง่งามและปฏิบัติการของพย็องชังโอลิมปิกในการสร้างสันติภาพไปแล้ว เรามาดูส่วนที่เป็นปัญหาเป็นความท้าทายกันบ้างดีกว่า เรื่องใหญ่สุด เป็นความเกี่ยวเนื่องกับการเมืองภายใน นั่นคือ ความที่ท่านประธานาธิบดีพยายามจะสร้างสันติภาพโดยไม่ได้คำนึงถึงฐานเสียงของท่านในช่วงแรก ทำให้คะแนนนิยมท่านตกลงมาต่ำสุดตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง เช่นเดียวกันกับความพยายามล่าสุดของรัฐบาลที่จะออกค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายเกาหลีเหนือในส่วนของค่าอาหารและที่อยู่ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า เป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมมนุษยธรรม 

 

อย่างไรก็ดี ตัวผมเองก็คิดคล้าย ๆ กับเพื่อน ๆ ที่เกาหลีใต้ครับว่า เรื่องนี้อาจจะมากเกินไป คำถามที่ตามมามากมายคือ ทำไมไม่นำเงินจำนวนนี้ไปใช้สอยเพื่อสวัสดิการของคนเกาหลีใต้ หรือหากจะเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัวพันสร้างสรรค์จริง ๆ ก็ควรจะต้องเป็นไปโดยมีเงื่อนไข ไม่ใช่ให้เปล่าให้ฟรีแบบนี้ เพราะท้ายที่สุดฝ่ายอนุรักษนิยมอาจจะถูกจริง ๆ ก็ได้ที่ว่า นโยบายพัวพันสร้างสรรค์ที่รัฐบาลฝ่ายก้าวหน้าใช้มาตลอด มักจะมีความลดแลกแจกแถมมากกว่า จะเป็นการกำหนดเงื่อนไขและเป็นยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง จุดนี้ก็เลยกลายมาเป็นเป้าโจมตีของนักการเมืองฝ่ายค้านและฝ่ายอนุรักษนิยมในเกาหลีครับว่า นี่ไง ท่านประธานาธิบดีเป็นพวกเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือมาร่วมโอลิมปิกได้ทุกอย่างเลย ทั้งเงิน ทั้งพื้นที่สื่อ แถมยังทำให้พันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีใต้เกิดชะงักงัน ไม่ทำงานอีกด้วย ท่านก็จะเห็นภาพของความไม่พอใจนี้ในรูปของการเผาธงรวมชาติ เผาภาพท่านคิม ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็มักจะเป็นพวก “ปักซา-โม” หรือกลุ่มผู้นิยมชมชอบนางสาวปัก คึน-ฮเย ที่ผมเคยเล่าไปในสองโคริยาประชาธิปไตยตอนจบนั่นแหละครับ 

 

 

ฝ่ายอนุรักษนิยมในเกาหลีใต้เผาธงชาติเกาหลีเหนือที่หน้าสถานีรถไฟโซล 

เรื่องที่สองก็คือ มิติของการเมืองระหว่างประเทศ คือในธงรวมชาติที่เป็นรูปคาบสมุทรเกาหลีอะครับ จะมีจุดเล็ก ๆ ทางขวาอยู่จุดหนึ่ง ซึ่งนั่นคือ ส่วนที่เป็นกรณีพิพาทางดินแดนระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น เกาะโดดเดี่ยว (독도/Dokdo) หรือ เกาะไม้ไผ่ (竹島/Takeshima) นั่นเอง มีข่าวออกมาครับว่า ฝ่ายญี่ปุ่นไม่พอใจเรื่องนี้และได้แจ้งให้คณะกรรมการดำเนินงานโอลิมปิกทราบ สุดท้าย ฝ่ายเกาหลีใต้ก็ถอดจุดนั้นออกมาจากธง เพื่อตัดปัญหา ในพย็องชังโอลิมปิกนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะได้ให้เกียรติมาร่วมพิธีเปิดด้วย ซึ่งฝ่ายเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นมีประเด็นที่ตึงเครียดมากในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมานั่นคือ ฝ่ายเกาหลีใต้ระบุว่า ข้อตกลงเรื่องการจัดการกรณีพิพาทนางบำเรอช่วงสงคราม (Comfort women) ที่เคยทำในสมัยรัฐบาลนางสาวปัก คึน-ฮเยที่มีหลักการสำคัญว่า กรณีพิพาททั้งหมดให้ถือว่า สิ้นสุดโดยข้อตกลงนี้นั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะไม่ได้สะท้อนเสียงของเหยื่ออย่างเพียงพอ ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นก็เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นปัญหาอีก เพราะตกลงกันไปแล้ว ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ The Straits Times ระบุว่า เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำสิงคโปร์ที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาข้อตกลงนี้ถูกสั่งย้ายกลับเกาหลีใต้ และอาจถูกบังคับออกจากราชการด้วย 

 

 

ธงรวมชาติเจ้าปัญหา 

ความไม่ลงรอยกันคราวนี้ก็เป็นการพิจารณาของฝ่ายเกาหลีใต้ที่จะ “ทำตามสัญญา โดยใช้เวลาอยู่ไม่นาน” ของท่านประธานาธิบดีมุน เพราะท่านสัญญาไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งครับว่า ท่านจะแก้ไขข้อตกลงนี้ให้ได้ เพราะไม่เป็นธรรม ประกอบกับรัฐบาลฝ่ายก้าวหน้าเองก็ไม่ได้มีความนิยมชมชอบหรือเห็นความสำคัญของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติอยู่แล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ ญี่ปุ่นก็อาจจะร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในการ “ป้องปราม” เกาหลีเหนือ และจะไม่ปล่อยให้ท่านประธานาธิบดีมุนได้เดินทางไปเยือนพย็องยังโดยง่าย เช่นเดียวกับท่าทีของท่านรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไมก์ เพนซ์ ที่ดูจะไม่ยินดีกับการมีส่วนร่วมของเกาหลีเหนือในพย็องชังโอลิมปิกนี้สักเท่าไหร่ ท่านรองฯ เน้นย้ำถึงความสำคัญของพันธมิตรระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีใต้ในการ “แสดงออกไปในทิศทางเดียวกัน” ในนโยบายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ซึ่งดูเหมือนว่า ท่านประธานาธิบดีมุนจะไม่ได้แสดงออกเช่นนั้น แต่ท่านประธานาธิบดีก็เข้าใจสถานการณ์ และตระหนักว่า เกาหลีใต้ไม่มีศักยภาพการป้องกันประเทศเพียงพอ พันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ก็ไม่ควรที่จะเป็นคนที่นั่งดูเขาเล่นกันอยู่เฉย ๆ ภาพตอนนี้เลยกลายเป็นว่า เกาหลีใต้พยายามแสดงตัวเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเกาหลีเหนือ พร้อม ๆ กับการเป็นเพื่อนกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นไม่เป็นมิตรมากนัก 

 

สมควรกล่าวด้วยว่า ในขณะที่เขียนบทความนี้ การแข่งขันกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติก็ยังดำเนินอยู่ การจะสรุปว่า สิ่งที่เล่าไปนั้นเป็นความสำเร็จหรือความไม่สำเร็จเลยก็อาจจะไม่เป็นธรรมต่อท่านประธานาธิบดีและคณะทำงานนัก บางเรื่องก็เป็นการคาดหวังผลระยะสั้น เช่น การลดความตึงเครียด (de-escalation) ส่วนการยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ (denuclearization) นั้นก็คงจะเป็นเป้าหมายในระยะยาว ซึ่งจะสำเร็จเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้ ผลสำรวจความเห็นของคนเกาหลีรุ่นใหม่ก็ทำท่าว่า จะไม่เห็นประเด็นรวมชาติเป็นเรื่องสำคัญเท่ากับการมีงานทำ การรวมชาติอาจจะทำให้เกิดปัญหาใหม่เสียมากกว่าปัญหาสิ้นสุด สุดท้าย สิ่งที่ได้เกาหลีใต้จะได้จริง ๆ ก็อาจมีแค่แรงงานราคาถูกที่ต้องมาปรับตัวในสังคมแข่งขันสูง 

 

แม้เวลาจะผ่านไปยาวนานกว่า 20 ปี เกาหลีเหนือก็ยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย ไม่มีใครสามารถโค่นเกาหลีเหนือลงได้เด็ดขาด นี่อาจเป็นเสน่ห์ของการติดตามสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีและความสัมพันธ์ของสองเกาหลี ไม่มีใครรู้ว่า เกาหลีเหนือแท้จริงเป็นอย่างไร ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวอย่างที่โคนันเขาชอบบอกหรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ แต่ที่ตอบได้อย่างหนึ่งเลยก็คือ ท่านประธานาธิบดีมุน ในฐานะประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาลนั้นทำหน้าที่ได้อย่างดี บริหารจัดการตามสถานการณ์อย่างเหมาะสม สื่อสารกับประชาชนด้วยท่าทีที่เป็นมิตร แม้จะมีพลาดบ้างก็แก้ไข ก็นับว่าเป็นโชคดีของชาวเกาหลีจริง ๆ นะครับ 

 

 

บทความโดย
เสกสรร อานันทศิริเกียรติ
นักศึกษาทุนวิจัยอาเซียนประจำมูลนิธิเกาหลี
บัณฑิตวิทยาลัยการระหว่างประเทศศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...