Advertisement

SHARE

  • Chiara Vigo เป็นช่างฝีมือคนสุดท้ายที่ยังรู้จักวิธีทอผ้าจากไหมทะเลอยู่
  • ไหมทะเลเกิดขึ้นจากน้ำลายของหอยจอบ noble pen shell ซึ่งเมื่อโดนน้ำทะเลจะแข็งตัวกลายเป็นเส้นใย
  • ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ทอผ้า และย้อมผ้าจากไหมทะเลนั้นใช้เวลาและขั้นตอนเป็นจำนวนมาก ชิ้นงานบางชิ้นเช่นผ้าขนาด 50×60 เซนติเมตร นั้นใช้เวลาเย็บปักถึง 6 ปี

 

ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิบนเกาะ Sant’Antioco เกาะย่อยของแคว้นปกครองตนเองซาร์ดิเนีย (Sardinia) ในประเทศอิตาลี นาง Chiara Vigo วัย 62 ปีจะทำพิธีอธิฐานก่อนทำการดำดิ่งลงสู่ทะเล ในขณะที่มีหน่วยป้องกันชายฝั่งของอิตาลีคอยช่วยเหลือดูแล Vigo ดำน้ำลึก 15 เมตร โดยมีเพียงแสงจันทร์ช่วยนำทางเพื่อไปสู่ถ้ำใต้ท้องทะเลที่ครอบครัวของเธอได้เก็บไว้เป็นความลับมากกว่า 24 ช่วงลูกหลาน เธอใช้มีดอันเล็กค่อยๆ เล็มเส้นใยที่งอกเงยออกมาตามขอบของ noble pen shell หอยจอบสายพันธุ์เมดิเตอร์เรเนียนที่กำลังจะสูญพันธุ์ การเก็บเกี่ยวเส้นใยนี้ต้องมีการดำน้ำมากกว่า 100 ครั้งเพื่อที่จะได้เส้นใย 30 กรัม ซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำลายของหอยชนิดนี้เมื่อโดนน้ำทะเลและแข็งตัวกลายเป็นเส้นใยเรียกว่า byssus หรือไหมทะเล วัตถุดิบชนิดนี้ ถือว่าเป็นวัตถุดิบที่หายากมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว และ ณ ปัจจุบันนี้ Vigo เป็นบุคคลๆเดียวในโลกนี้ที่รู้จักวิธีการเก็บเกี่ยว ทอและย้อมสีไหมทะเล เชื่อกันว่าผู้หญิงในสมัยเมโสโปเตเมียใช้เส้นใยชนิดนี้ในการปักเสื้อผ้าให้กษัตริย์เมื่อเกือบ 5,000 ปีก่อน และในหนังสือพระคัมภีร์เก่านั้นได้มีการกล่าวถึงเส้นใยนี่ถึง 45 ครั้งด้วยกัน

Vigo ได้เรียนรู้วัฒนธรรมงานฝีมือโบราณนี้จากยายของเธอ โดยเธอจดจำได้เป็นอย่างดีถึงภาพของยายของเธอ ซึ่งพาเธอออกไปเรียนรู้การดำน้ำเมื่อเธออายุเพียง 3 ปีเท่านั้น เมื่อเธออายุได้ 12 ปี เธอก็เริ่มเรียนรู้ที่จะทอเส้นใยนี้ให้กลายเป็นผืนผ้า เรียกได้ว่า Vigo นั้นเป็น su maistu หรือผู้เชี่ยวชาญในหัตถกรรมชนิดนี้อย่างเต็มตัว เช่นเดียวกับผู้หญิง 23 คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาก่อนหน้าเธอ Vigo ไม่เคยทำเงินจากงานหัตถศิลป์ของเธอเลยเพราะเธอได้สาบานตากฎที่ได้สืบทอดกันมานานว่า ไหมทะเลนั้นไม่ควรมีการซื้อขายเพื่อแลกเงิน

ถึงแม้ว่าผลงานจากเส้นใยหายากชนิดนี้นั้นได้ตั้งตระหง่านอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชื่อดังอย่าง ลูฟว์, พิพิธภัณฑ์อังกฤษ และพิพิธภัณฑ์ในกรุงวาติกัน แต่นาง Vigo ไม่ได้เป็นเจ้าของชิ้นงานจากไหมทะเลแม้แต่ชิ้นเดียว เธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอยู่กับสามีของเธอในอพาร์ตเมนท์เล็กๆ และยังชีพด้วยเงินบำนาญของสามีรวมกับเงินบริจาคจากผู้มาเยี่ยมชมสตูดิโอของเธอ  เธอกล่าวว่าไหมทะเล ควรเป็นของขวัญเท่านั้น โดยเธอได้สร้างชิ้นงานให้สันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 และพระราชินีแห่งประเทศเดนมาร์ค เธอยังสร้างชิ้นงานสำหรับโอกาสพิเศษต่างๆ เช่นงานแต่งงาน เสื้อผ้าสำหรับเด็กผู้กำลังจะมีพิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน หรือสำหรับผู้หญิงที่มาหาเธอเพราะต้องการโชคในการมีบุตร “ไหมทะเลเป็นสมบัติของทุกๆ คน ถ้าหากมันกลายเป็นของซื้อของขาย ก็เหมือนการนำพระอาทิตย์หรือคลื่นจากทะเลมาขาย” เธอกล่าว

ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ทอผ้า และย้อมผ้าจากไหมทะเลนั้นใช้เวลาและขั้นตอนเป็นจำนวนมาก หลังจากที่ Vigo ได้เก็บเกี่ยวเส้นด้าย เธอต้องนำมันมาแช่ในน้ำสะอาดเป็นเวลา 25 วัน โดยเธอต้องเปลี่ยนน้ำทุกๆ 3 ชั่วโมง จนครบวันและนำมาตากให้แห้ง หลังจากเส้นใยแห้งแล้วเธอได้นำแปรงมาหวีเส้นใยเพื่อทำความสะอาดวัตถุแปลกปลอม ก่อนที่จะถึงขั้นตอนที่ยากที่สุด นั่นคือการแยกเส้นใยแต่ละเส้นออกจากกันโดยเส้นไหมทะเลนั้นมีความบางกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 3 เท่า Vigo ต้องมองผ่านแว่นขยายที่มีไฟฉายและค่อยๆ ดึงเส้นใยออกจากกันด้วยแหนบ หลังจากนั้นเธอม้วนเส้นใยรอบๆ ไม้หมุน ซึ่ง ณ ตอนนี้เส้นใยจะกลายเป็นเส้นยาวติดกัน ขั้นตอนสุดท้ายของการทำเส้นด้ายนั้นคือการนำเส้นใยที่ได้ม้วนเอาไว้รอบไม้มาจุ่มลงในน้ำยาสูตรลับที่ผสมด้วยมะนาว เครื่องเทศและสาหร่ายชนิดต่างๆ Vigo รอบรู้ถึงเทคนิคการผสมสีถึง 124 สีจากวัสดุธรรมชาติเช่นผลไม้ ดอกไม้และเปลือกหอยชนิดต่างๆ  การสร้างด้ายเพื่อนำไปทอผ้าจากไหมทะเลรวมไปถึงการย้อมสีนั้นนั้นใช้เวลาเพิ่มเติมอีก 15 วัน และให้ผลลัพธ์ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น โดยชิ้นงานบางชิ้นเช่นผ้าขนาด 50×60 เซนติเมตร นั้นใช้เวลาเย็บปักถึง 6 ปี ยิ่งผลงานต้องมีรายละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ เวลาการผลิตงานก็ยิ่งนานมากขึ้นเท่านั้น

“ครอบครัวของเรามีรูปแบบในการทอผ้าทั้งหมด 140 แบบด้วยกัน โดยมี 8 รูปแบบที่ส่งต่อกันโดยปากต่อปากจากลูกไปสู่หลานเท่านั้น” Vigo กล่าว โดยลูกสาวของเธอ Maddalena นั้นจะได้รับการมอบหมายให้เป็นผู้เชี่ยวชาญต่อไป แต่ Maddalena นั้นมีท่าทีว่าจะไม่ต้องการสานต่อมรดกของครอบครัวชิ้นนี้ “ฉันกับแม่แตกต่างกันมาก ทุกๆ คนกล่าวว่าฉันคงจะเป็นคนที่โง่เขลามากหารละทิ้งวัฒนธรรมชิ้นนี้ไป แต่ฉันเลือกไม่ถูกระหว่างความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงนี้กับชีวิตที่แตกต่างออกไป” เธอกล่าว ที่แย่ไปกว่านั้น Vigo ได้พบว่า ส่วนปกครองของ Sant’Antioco นั้นได้ปิด Museo del Bisso พิพิธภัณฑ์ฟรีของเธอลง และอ้างว่าสาเหตุที่ต้องทำการปิดนั้นเนื่องจากระบบไฟฟ้าของอาคารไม่เป็นไปตามกฎของเมือง Vigo กล่าวว่าเหตุที่พิพิธภัณฑ์ของเธอโดนปิดลงนั้นเพราะว่าเมือง Sant’Antioco ต้องการให้เธอบอกความลับและสูตรต่างๆ ของเธอ และบังคับให้เธอเก็บค่าเข้าชม โดยเหตุการณ์นี้ทำให้มีการลงชื่อคัดค้านทางออนไลน์ซึ่งมีผลตอบรับกว่า 20,000 ลายเซ็น รวมไปถึงประธานาธิบดีของรัฐ Sardinia เอง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จในการนำพิพิธภัณฑ์ฟรีของเธอกลับคืนมา เมื่อไม่นานมานี้ศิลปินสองคนได้เริ่มระดมเงินทุนเพื่อช่วยให้  Vigo สามารถจ่ายค่าเช่าสตูดิโอของเธอ ซึ่งเป็นสตูดิโอเดียวกับที่คุณยายของเธอได้สอน Vigo เกี่ยวกับไหมทะเล 50 ปีก่อน หากพวกเขาไม่สามารถระดมทุนได้ถึง 85,000 ยูโรเพื่อซื้อสตูดิโอแห่งนี้ Vigo ก็ต้องออกจากเมืองไปภายในเดือนพฤศจิกายนปี 2018 “ความลับอาจจะตายไปพร้อมกับฉัน แต่ไหมทะเลจะอยู่คู่โลกตลอดไป” เธอกล่าว

 

 

ที่มา: BBC

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...