Advertisement

SHARE

25-26 ธ.ค. นี้ “ลุงตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แม้ไม่ได้สวมชุดแดง แต่ก็ถือเอาฤกษ์คริสต์มาส แบกของขวัญถุงเบ้อเริ่มเป็นโครงการและงบประมาณไปแจกในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ สุโขทัยและพิษณุโลก เช่นเดียวกับการประชุม ครม. สัญจรที่ผ่านๆ มา และนอกจากของขวัญที่จะแจกในพื้นที่แล้วยังมีวาระว่างด้วยการแจกของขวัญคนไทยทั้งประเทศอีกด้วย 

 

แม้จะไม่เคยตอบใครให้ชัดว่าจะเล่นการเมืองต่อหลังจากการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ จะตั้งพรรคทหารหรือไม่ หรือจะเป็นนายกฯ ต่อไปอีกสมัยภายใต้เงื่อนไขต่างๆ หรือไม่  แต่นักสังเกตการณ์ก็ชี้ให้เห็นว่า ช่วงครึ่งปีหลังนี้ “นายกฯ ลุงตู่” ลงพื้นที่ทั้งระชุม ครม. สัญจร ทั้งลงพื้นที่ตรวจงานถี่ยิบ ทั้งแจกทั้งแถมโกยคะแนนล่วงหน้า ขณะที่นักการเมืองได้แต่มองตาปริบๆ เพราะถูกจับล็อกขยับไปไหนไม่ได้ ได้แต่มองคนอื่นวิ่งนำไปก่อน ทั้งๆ ที่มีเส้นชัยในวันเดียวกัน คือวันเลือกตั้ง 

 

เปิดหัวด้วยการประชุม ครม. สัญจรที่ “จ.นครราชสีมา” เมื่อวันที่ 21-22 ส.ค. ซึ่งว่ากันว่าเป็นเวทีแรกที่ “ประยุทธ์” โชว์ลีลานักการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งลูกโชว์ ลูกอ้อน ลูกล่อ ลูกชน ลูกเล่น ลูกฮา และที่สำคัญลูกเรียกคะแนนก็มีมาอย่างเต็มสูบ 

 

“ประยุทธ์” มีทั้งขึ้นรถ อ้อนแม่ยก คุยกับกบ คุยกับวัว ทำทุกอย่าง ขณะที่ชาวบ้านเองก็ตอบรับเป็นอย่างดี และจุดนี้นี่เองที่น่าจะทำให้นายกฯ และทีมงานเริ่มติดใจ เพราะมันสนุกน้อยเสียเมื่อไหร่เมื่อมีคนมาห้อมล้อม ตามแห่ตามเชียร์ ผิดกับทุกครั้งที่ต้องทำงานฝ่ามรสุมทางการเมือง การไปอยู่กลางดงเสียงเชียร์ก็ทำให้หัวใจของ “ลุงตู่” ชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง ใครเล่าจะไม่ชอบใจ 

 

ทำให้ ครม.สัญจร ครั้งต่อมาเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าคือวันที่ 18-19 ก.ย. คราวนี้ “ประยุทธ์” เลือกลงพื้นที่ “จ.สุพรรณบุรี” ก่อนวันรุ่งขึ้นจะไปประชุม ครม. สัญจรที่ “อยุธยา” และที่ “สุพรรณบุรี” นี่เองที่คอการเมืองเห็นสัญญาณบางอย่างชัดเจน 

 

หากที่ “โคราช” เป็นอีเวนท์ให้ชาวบ้าน “สุพรรณบุรี” ก็เป็นอีเวนท์ให้นักการเมืองเจ้าของพื้นที่ เพราะในครั้งนั้นจะเห็นมือที่เอื้อมไประหว่างผู้กุมอำนาจปัจจุบันกับกลุ่มพรรค “ชาติไทยพัฒนา” ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ 

 

วันนั้น “ชาติไทยพัฒนา” จัดทั้งเบอร์ใหญ่ เบอร์รอง มาพบ “นายกฯ” อย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น “วราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่หัวหน้าพรรค” – “ประภัตร โพธสุธน” -“ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ”- “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” 

 

ท่าทีเอื้อนเอ่ย ถ้อยทีถ้ออาศัยที่มีต่อกัน ทำให้คอการเมืองเชื่อว่า หากหลังการเลือกตั้งจะมีการต่อท่ออำนาจจริง “ชาติไทยพัฒนา” จะเป็นอีกตัวแปรสำคัญ 

 

ถัดจากนั้นอีกสิบวัน คือ 29 ก.ย. คราวนี้ “ประยุทธ์” ลงพื้นที่  “จ.สตูล” กดปุ่มเปิด “โครงการอินเทอร์เน็ตประชารัฐ” หรือ เน็ตหมู่บ้านตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ถือเป็นเรือธงของรัฐบาล ตามด้วยการเปิดสถานีเคเบิลปากบารา แน่นอนว่ากระแสตอบรับในพื้นที่ก็อบอุ่นเช่นเคย 

 

จากนั้นเข้าสู่เดือนตุลาคม ที่ถือเป็นเดือนสุดช้ำของใครหลายๆ คน เนื่องจากปีนี้น้ำมีไม่น้อยจนหวั่นว่าจะซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่ น้ำท่วมกระจายไปทั่ว “นายกฯ ตู่” ก็ไม่ทิ้งโอกาสลงตรวจพื้นที่ แจกของช่วยผู้ประสบภัย โดยในวันที่ 30 ต.ค. ไปที่ จ.อ่างทอง พื้นที่ภาคกลางซึ่งรับน้ำมาร่วมสองเดือน และวันที่ 31 ต.ค ไปที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งปีนี้ถือว่าภาคอีสานประสบอุทกภัยหนักกว่าปีที่ผ่านๆ มามากมาย 

 

ต่อมาในเดือน พ.ย. รัฐบาลวางแผนประชุม ครม.สัญจรอีกครั้งโดยกำหนดลงพื้นที่ “ปัตตานี” วันที่ 27 และกลับมาประชุมที่ “สงขลา” ในวันที่ 28 แต่ครั้งนี้ไม่อบอุ่นเหมือนที่ผ่านๆ มา ทั้งที่ใครหลายๆ คนคิดว่าภาคใต้น่าจะเป็นภาคที่นิยม “รัฐบาลลุงตู่” เป็นอันดับหนึ่ง 

 

ความผิดพลาดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ฝนที่กระหน่ำลงมา เครื่องบินลงที่ปัตตานีไม่ได้ ต้องมาลงที่หาดใหญ่ และกำหนดการล่าช้ากว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นมรสุมก็ประดังเข้ามาตั้งแต่ “ลุงตู่น็อตหลุด” ตวาดผู้ประกอบการชาวประมงที่มาร้องเรียน จนถึงการจับกุมและสลายการชุมนุมผู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา 

 

แม้ขากลับจะราบรื่น นั่นก็แค่ทางกายภาพ แต่ทางการเมืองนั้นเล่าต้องถือว่า ครม. สัญจรครั้งนี้รัฐบาลแบกรอยเหวอะหวะกลับกรุงเทพฯ 

 

ถัดมาอีก 10 วันคือวันที่ 8 ธ.ค. นายกฯ ก็ยังลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมหนัก ที่คราวนี้เปลี่ยนจากภาคกลางมาสู่ภาคใต้อย่าง “ตรัง” ซึ่งที่นี่ก็ได้รับการยอมรับอย่างดี 

 

และวันที่ 13 ธ.ค. “ลุงตู่” สวมบทนักการเมืองอีกครั้ง ลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ภายใต้ชื่อโครงการแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาล โดยนายกฯ จัดเต็มเหมือนนักการเมืองชนิด “เด๊ะๆ” ไม่ว่าจะเป็น ผ้าขาวม้าคาดพุง นั่งรถอีแต๊ก คุยกับชาวบ้าน รำวงร่วมกัน และที่สำคัญคือของถนัดอย่างการปราศรัย 

 

ก่อนที่จะปิดท้ายปีด้วยการประชุม ครม. สัญจร ที่พิษณุโลกและสุโขทัยในวันที่ 25-26 ธ.ค. นี้ 

 

จะเห็นว่านับแค่จากเดือน สิงหาคม นายกฯ ทั้งลงพื้นที่ ทั้งประชุม ครม. สัญจรไปแล้ว 9 ครั้ง ทำคะแนนล่วงหน้านักการเมืองที่ถูกมัดมือมัดเท้าขยับอะไรไม่ได้ด้วยข้อห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง หากใครฝ่าฝืนก็มีอันต้องประสบภาวะยากลำบากทั้งทางกฎหมายและทางลับ 

 

นอกจากนี้หากสแกนกันจริงๆ ถึงการประชุม ครม. สัญจรที่ลด แลก แจก แถม โครงการ งบประมาณลงพื้นที่อย่างถึงพริกถึงขิง จะเห็นว่าคนที่ได้เปรียบคือพรรคการเมืองขั้วกลางๆ ที่หวังจะมาเป็นตัวแปรหลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น “นครราชสีมา” ที่เป็นพื้นที่ของ “ชาติพัฒนา” ที่มี “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” กุมบังเหียน “สุพรรณบุรี” ก็เป็นพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา 

 

ส่วน “สุโขทัย” ก็เป็นพื้นที่ของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มมัชฌิมาซึ่งใกล้ชิดกับ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาล และกำลังผงาดอยู่ในขณะนี้ 

 

เมื่อถอดรหัสสิ่งที่เกิดขึ้น จึงมิอาจคิดได้เพียงว่าเป็นการลงพื้นที่ทำงานปกติ แต่ภาพของการหวังผลทางการเมืองช่างทาบทับได้อย่างพอเหมาะพอเจาะจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นมัดมือฝั่งตรงข้าม และเสริมความเข้มแข็งให้กับฝั่งตัวเอง 

 

 

บทความโดย อสรพิษ 

 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...