Advertisement

SHARE

แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาเกือบ 10 ปีแห่งการครองราชย์ ก็สามารถสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติได้เหลือคณา

คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับพระนามของ “พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” ในฐานะของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีช่วงเวลาครองราชย์สั้นที่สุด เพราะในสมัยของพระองค์มีเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เหตุการณ์ที่ใหญ่ที่สุดก็เห็นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นประชาธิปไตย

อาจเพราะเหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นเรื่องราวสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ที่ส่งผลกระทบอย่างมาก มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ชื่อเสียงของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ เป็นที่รู้จักอยู่เพียงแง่ของกษัตริย์ที่มีช่วงรัชสมัยสั้นที่สุด โดยมีระยะเวลาเพียง 9 ปี 3 เดือน 45 วัน ก่อนที่พระองค์จะยินยอมสละพระราชอำนาจ และกลายเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

แต่ใครว่าเวลาเกือบ 10 ปีในการครองราชย์ จะมิสร้างคุณประโยชน์ใดๆ แก่ประเทศชาติ

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของประเทศ สืบเนื่องมาจากผลของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประเทศทั่วโลกต่างก็ต้องประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แน่นอนว่าย่อมต้องมีผลกระทบกระเทือนมาสู่ประเทศไทยเช่นกัน

เวลานั้นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ได้ทรงพยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมงบประมาณ ตัดทอนรายจ่าย ลดอัตราเงินเดือนข้าราชการ ปรับปรุงระบบภาษี ยุบรวมจังหวัด รวมถึงเลิกมาตรฐานทองคำเปลี่ยนไปผูกกับค่าเงินของอังกฤษแทน เรียกได้ว่าทรงใช้มาตรการรัดเข็มขัดทุกๆ ด้าน

ทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างด้วยการตัดเงินเดือนของพระองค์เอง พร้อมกับพระราชทานเงินดังกล่าว เพื่อใช้ในการก่อสร้างสิ่งจำเป็นต่างๆ แก่สาธารณชน ผ่อนเบางบประมาณรายจ่ายของรัฐ ทรงช่วยส่งเสริมกิจการสหกรณ์ให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมกันประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ชาวไทยมีงานทำ รวมถึงมุ่งดำเนินสัมพันธไมตรีกับประเทศทั่วโลก เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่ยังได้รับการเคารพในระดับที่สมควรในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

ด้านการศึกษา พระองค์ก็ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติ โดยโปรดให้สร้างหอพระสมุดสำหรับพระนคร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าศึกษาได้อย่างเสรี ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าที่บริหารและเผยแพร่วิชาการด้านต่างๆ

พระองค์ทรงโปรดให้ราชบัณฑิตยสร้างหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก เพื่อให้เยาวชนได้รับการปลูกฝังให้มีคุณธรรมดีงาม นับว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงสร้างหนังสือสำหรับเด็ก มีการส่งเสริมการสร้างสรรค์วรรณกรรมรุ่นใหม่ ด้วยการจัดประกวดเรียบเรียงบทประพันธ์ ทั้งยังทรงอนุรักษ์ดนตรีไทยไว้ด้วยพระองค์เอง เพราะได้ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาดนตรีไทยอยู่แล้ว

ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เช่น ทรงทำสัญญาใหม่ ๆ กับประเทศเยอรมนี หลังสถาปนาความสัมพันธ์ขั้นปกติ ทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเกี่ยวกับดินแดนในลุ่มแม่น้ำโขง และพยายามปลูกฝังค่านิยมการมีสามีภรรยาเพียงคนเดียว โดยริเริ่มให้มีการจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบียนรับรองบุตร พระองค์ยังทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างโดยทรงมีแต่พระบรมราชินีเพียงพระองค์เดียวอีกด้วย

จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ทศวรรษแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ได้อย่างมิขาดตกบกพร่อง นอกจากพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องราวอีกมากมายของพระองค์ที่ไม่ได้รับการนำเสนอให้หลายคนได้รับทราบ

เนื้อหาภายในหนังสือ ประชาธิปก พระบารมีปกเกล้า” ที่จัดทำโดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จึงเป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ตั้งแต่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร พระราชนิยม รวมถึงพระปรีชาสามารถในการปกครองประเทศให้รอดพ้นวิกฤตต่างๆ ทั้งยังจะได้เห็นสภาพบ้านเมือง ภาพเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่หาชมที่อื่นไม่ได้อีก

สรวิช ภิรมย์ภักดี กรรมการ บริษัท พิพิธภัณฑ์สิงห์ จำกัด ผู้ศึกษาค้นคว้า และรวบรวมเอกสารและภาพต่างๆ เพื่อนำมาจัดทำเป็นหนังสือเล่มนี้ เล่าว่า ตนได้มีโอกาสไปชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเห็นว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของไทย แต่กลับไม่ค่อยมีคนรู้จักหรือเข้าไปชม จึงมีความคิดว่าน่าจะจัดทำหนังสือสรรเสริญพระองค์ ในฐานะลูกหลานของพระยาภิรมย์ภักดี และประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ประกอบกับปีนี้ เป็นปีครบรอบ 125 ปี วันพระราชสมภพ จึงยิ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะมีหนังสือ และกิจกรรมเกี่ยวกับพระองค์ท่าน

“ประวัติศาสตร์จริงๆ มันแล้วเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อที่เราจะได้รู้ที่มาที่ไปของเรื่องแต่ละเรื่อง ผมไม่ได้ทำหนังสือเพื่อให้คนติชมเรื่องในอดีต เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาหมดแล้ว เราจะไปว่าอะไรมันไม่ได้หรอก แต่ถ้าเราเข้าใจที่มาว่าสมัยก่อนมันมีเหตุการณ์อะไร เพื่อนำไปสู่อะไร เรียกว่าเป็นการเรียนรู้อดีต เพื่อที่จะเข้าใจปัจจุบัน มันก็จะได้นำตัวเองไปสู่อนาคต” สรวิช กล่าว

หนังสือ “ประชาธิปก พระบารมีปกเกล้า” วางจำหน่ายที่ศูนย์หนังสือจุฬา, เอเซียบุ๊คส (Asia Books), Open House เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ หรือสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ www.singhaonlineshop.com ราคา 700 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายหนังสือมอบให้กับ “มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี” ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อไป

นอกจากนี้ ประชาชนชาวไทยยังมีโอกาสได้สัมผัสกับภาพถ่าย จดหมาย รวมถึงของสะสมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ที่นิทรรศการครบรอบ 85 ปี บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 25 ธ.ค. 61 – 3 ม.ค. 62 นี้ มาร่วมเรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบันไปพร้อมๆ กัน

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...