Advertisement

SHARE

fitfac

Fitfac Muaythai Academy’ยิมมวยไทยแนวใหม่ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนในการเป็นศูนย์ลดน้ำหนักด้วยมวยไทย ที่รวมวิทยาศาสตร์การกีฬา และศิลปะแม่ไม้มวยไทยไว้ด้วยกัน เหตุใดจึงขยายสาขารวดเร็ว มีทิศทางการเติบโตและให้ความสำคัญเรื่องใดมากที่สุด

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแส “รักสุขภาพ” ทำให้เกิดธุรกิจด้านนี้ขึ้นมากมาย แต่ก็มีหลายรายที่ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป ในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจ “ยิมมวยไทย” รายหนึ่งที่มีอัตราการเติบโตอย่างน่าจับตา ขยายสาขาไปแล้วถึง 7 สาขา และมีแนวโน้มขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือว่าค่อนข้างรวดเร็วมาก เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เปิดตัวมาเพียง 3 ปีกว่า นั่นคือ ‘Fitfac Muaythai Academy’ ยิมมวยไทยแนวใหม่ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนในการเป็นศูนย์ลดน้ำหนักด้วยมวยไทย ที่รวมวิทยาศาสตร์การกีฬา และศิลปะแม่ไม้มวยไทยไว้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักสูงสุด

fitfac

พิชญ์ เหล่าศรีศักดากุล เจ้าของ ‘Fitfac Muaythai Academy’

Fitfac Muaythai Academy’ ถือกำเนิดขึ้นจากความชอบออกกำลังกายของ “พิชญ์ เหล่าศรีศักดากุล” ผู้เป็นเจ้าของ วัย 30 ปี ร่วมกับหุ้นส่วนที่เห็นตรงกันเมื่อครั้งไปออกกำลังกายด้วยการชกมวยว่า ยิมมวยไทยส่วนใหญ่มีปัญหาหลายอย่างที่ยังไม่ตอบโจทย์ลูกค้า นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดไอเดียทำธุรกิจยิมมวยไทยที่แตกต่างจากเคยเป็นมา โดยทำการสำรวจความต้องการด้านต่างๆ ของลูกค้า และเปิด ‘Fitfac Muaythai Academy’ แห่งแรกขึ้นในที่สุด ที่ย่านตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2556 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

fitfac3

หลายคนอาจมองว่า “มวยไทย” เป็นกีฬาที่น่าจะมีแต่ผู้ชายไปเล่น แต่สำหรับ Fitfac กลุ่มเป้าหมายหลักคือ “ผู้หญิง” ประมาณ 90% โดยให้เหตุผลว่าผู้หญิงส่วนใหญ่อยากผอม อยากหุ่นดีตลอดเวลา และมวยเป็นตัวเลือกในการลดน้ำหนักได้เร็วที่สุด เมื่อเทียบกับการออกกำลังกายแบบอื่น โดยชื่อ Fitfac มาจากชื่อเต็มๆ ว่า Fit Factory หมายถึง โรงงานแห่งความฟิต ที่ต้องการให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ที่นี่เป็นยิมสำหรับออกกำลังกาย มากกว่ายิมมวยอาชีพ”

fitfac4

แน่นอนว่าเมื่อประสบความสำเร็จระดับหนึ่งย่อมเจออุปสรรค เพราะหลังจากเปิดสาขาแรกได้ไม่นาน เจ้าของ Fitfac บอกว่ามีคู่แข่งเล็กๆ เกิดขึ้นมากมาย และลอกเลียนแบบทุกอย่างที่ Fitfac ทำ ตั้งแต่การลอกเลียนแบบโลโก้ คอนเซปต์ในการทำธุรกิจ ไปจนถึงการทำสงครามราคา แต่คู่แข่งกลับหารู้ไม่ว่า การทำยิมขนาดเล็กๆ ที่มีแค่ 1-2 สาขา มีความเสี่ยงในเชิงธุรกิจสูงมาก ทาง Fitfac เลยมุ่งเน้นไปยังการขยายสาขาขนาดใหญ่ มีพื้นที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่มีจอดรถและเดินทางสะดวก ด้วยเหตุนี้หลังจากเปิดสาขาแรกได้ไม่ถึง 1 ปี ทาง Fitfac จึงรีบเปิดสาขา 2 ที่ใจกลางเมืองขอนแก่น และสาขา 3 ใจกลางย่านพระราม 9 – รัชดา ซึ่งในปัจจุบัน Fitfac มีสาขากระจายไปยังหัวเมืองรอบๆ กรุงเทพฯ ได้แก่ รังสิต, รามอินทรา, ศรีนครินทร์, ตลิ่งชัน และราชพฤกษ์ และมีการขยายสาขาเข้าไปยังตัวกรุงเทพฯ ชั้นใน ได้แก่ พระราม 9, สุขุมวิท 39, เพลินจิต และยังมีแผนที่จะขยายสาขาอีก 4 สาขา ในบริเวณบางนา, สาทร, ลาดพร้าว และเลียบด่วนเกษตรฯ-นวมินทร์ เพื่อทำให้โครงข่ายของ Fitfac ครอบคลุมทุกพื้นที่ศักยภาพของกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเป็นการป้องกันการเข้ามาและเติบโตของคู่แข่งด้วยเช่นกัน

fitfac5

เมื่อถามถึงความเสี่ยงของธุรกิจนี้ ทาง Fitfac บอกว่า ทุกคนที่มองธุรกิจนี้กังวลว่าจะเป็นแค่เทรนด์หรือกระแสชั่วคราวหรือเปล่า จะเหมือนโรตีบอยไหม ซึ่งทาง Fitfac กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ไม่มีใครรู้หรอกว่ามวยไทยจะเป็นแค่เทรนด์หรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่ทาง Fitfac มั่นใจคือผู้หญิงทุกคนอยากผอมตลอดเวลา และ Fitfac คือคำตอบที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก”

นอกจากนี้ การที่ Fitfac เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ทาง Fitfac มองว่าน่าจะเป็นเพราะลูกค้าที่มาออกกำลังกายเห็นผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักที่ค่อนข้างเร็ว ขณะเดียวกัน การขยายสาขาที่เรียกได้ว่าเร็วมาก ก็นับเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม โดย Fitfac ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า…

“การขยายสาขาของ Fitfac ไม่ได้มีการกู้เงินกับธนาคารแม้แต่บาทเดียว และเรายังมีการศึกษาพื้นที่ของแต่ละแห่งเป็นอย่างดี การที่เรามีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้นทุนของการเปิดสาขาใหม่ๆ ลดลง เนื่องจากเรามีข้อได้เปรียบในเรื่องราคา เมื่อสั่งสินค้าเป็นจำนวนมาก”

fitfac6

ปกติถ้าธุรกิจไปได้สวย โตวันโตคืน เรามักจะเห็นสาขาของธุรกิจดังกล่าวกระจายเกลื่อนกลาด แต่สำหรับ Fitfacกลับมองว่า หากสามารถเปิดในกรุงเทพฯ ได้ถึง 18 สาขา ครอบคลุมทุกพื้นที่ศักยภาพแล้ว ทาง Fitfac จะหยุดขยายสาขาในประเทศไทยก่อน โดยให้เหตุผลว่า หากเปิดมากกว่านี้มันจะทำลายกันเอง ขณะเดียวกันเจ้าของธุรกิจนี้ยังมองไกลไปถึงโอกาสเติบโตที่มากกว่าในเมืองไทยด้วย

“ตอนนี้เรากำลังมองไปที่ต่างประเทศ อย่างประเทศจีน ฝรั่งเศส อเมริกา โดยเฉพาะจีนที่มีตลาดใหญ่พอที่ Fitfac จะเปิดได้ 200-300 สาขา ตั้งเป้าว่าอีกสัก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเราจะเป็นเบอร์ 1 ของยิมออกกำลังกายในเมืองไทย และเติบโตจนไร้คู่แข่งแล้ว เราจะไปบุกยังตลาดที่จีน ซึ่งทุกวันนี้มีนักธุรกิจชาวจีนเข้ามาติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ไปยังประเทศจีนเยอะมาก แต่ทาง Fitfac มองว่าถ้าจะไปเมืองจีนทั้งที เราต้องหาพาร์ตเนอร์ชาวจีนที่มีทั้งคอนเน็กชันและเงินลงทุนระดับหมื่นล้านที่พร้อมจะโตไปกับเราได้ อย่างที่จีนเองตอนนี้ยิมมวยไทยเล็กๆ มีเกือบหนึ่งพันค่าย และกระแสมวยไทยในเมืองจีนก็แรงพอๆ กับความนิยมทานทุเรียนไทยเลย”

fitfac7

สำหรับการชูจุดขาย สร้างจุดต่างจากยิมมวยและฟิตเนสอื่นๆ เจ้าของ Fitfac บอกว่า มีทั้งเรื่องสถานที่ที่สะดวก เดินทางไปง่าย มีที่จอดรถ รวมทั้งบรรยากาศในยิมที่ให้ความรู้สึก Friendly สดใส สว่าง ไม่มืดทึมเหมือนยิมมวยทั่วไป โดยเลือกใช้โทนสีเหลือง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราคาค่าเรียนที่สามารถจับต้องได้ โดยแนะนำหลักสูตรเรียน 4 เดือน 10,000 บาท ตกเดือนละ 2,500 บาท ซึ่งสามารถไปฝึกซ้อมได้ตลอดเวลาที่ยิมเปิด โดยไม่จำกัดสาขา และมีครูมวยช่วยฝึกซ้อมให้ ที่สำคัญคือเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักสูงสุดของผู้ที่มาเข้าคอร์ส โดย Fitfac มีทั้งครูมวยที่ผ่านเวทีมวยราชดำเนิน หรือเคยเป็นแชมป์มาแล้ว ซึ่งมีทักษะด้านการฝึกซ้อม และมีนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่จะช่วยแนะนำและออกแบบโปรแกรมที่เหมาะกับแต่ละคน โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องซื้อชั่วโมง personal trainer เหมือนกับฟิตเนสอื่นๆ

fitfac8

“ครูมวยเราต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่คนหน้าตาดี หรือหุ่นแบบบัวขาว แต่จะเหมือนอารมณ์ลุงแถวบ้าน ซึ่งถ้าเป็นคนในวงการมวยมาเห็นก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ยิมเราเหมือนรวมเอาซูเปอร์สตาร์สมัยก่อนมาไว้ อย่างพี่เขาค้อ แกแล็กซี่ ก็เป็นครูมวยประจำอยู่ที่สาขาพระราม 9”

 

การเติบโตทางธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีเทคนิคบางอย่างซ่อนอยู่ เช่นเดียวกับ Fitfac ที่เจ้าของธุรกิจซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้ฝากมุมมองด้านหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจนี้ไว้ด้วย

“สิ่งที่เราเน้นย้ำอยู่เสมอเลยคือเรื่อง “บุคลากร” เรามองว่าต่อให้เรามีหลักสูตรมวยไทยที่ดีมากแค่ไหน แต่ถ้าบุคลากรเราคัดมาไม่ดี หรือเราไม่สามารถมีผลตอบแทนหรือมีรายได้ที่จะสามารถรั้งคนดีๆ ไว้ได้ หลักสูตรที่ดี ถ้ามีคนห่วยๆ มาใช้ มันก็ไม่เวิร์ก ต่อไปตอนที่เราโต เราก็มองเรื่องรายได้ของพนักงานเป็นหลัก ทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่กับเราแล้วเขาภูมิใจ แล้วก็มีแต่คนอยากมาทำงานด้วย นี่คือโฟกัสของทางบริษัท”

fitfac9

ทั้งนี้ ค่ายมวยไทย หรือยิมมวยไทยในอดีต เมื่อนักมวยที่อยู่ในค่ายอายุเยอะ หรือหมดสภาพที่จะเป็นนักชกแล้ว ก็มักจะต้องออกไปจากค่ายโดยที่ไม่มีอาชีพหรืองานดีๆ รองรับ ทุกวันนี้เราจึงเห็นข่าวนักมวยชื่อดังระดับโลกที่ตกอับ ต้องมารับจ้างขี่วินมอเตอร์ไซค์ หรือตกงานเพราะไม่มีทักษะการทำงานด้านอื่น นอกเหนือจากการต่อยมวย ซึ่งเรื่องนี้ Fitfac มีมุมมองที่แตกต่างจากค่ายมวยในอดีตอย่างสิ้นเชิง

“สำหรับ Fitfac เรากลับมองว่าคนเหล่านี้คือทรัพยากรบุคคลที่มีค่ามาก เนื่องจากครูมวยทุกคนมีประสบการณ์โดยตรงกับมวยไทยมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี และแทนที่เราจะปล่อยให้ประสบการณ์เหล่านี้หายไปอย่างเปล่าประโยชน์ เรากลับมาให้โอกาสคนเหล่านี้ให้กลับมามีอาชีพ “ครู” ซึ่งพวกเขาจะมีทั้งความภาคภูมิใจ และรายได้ประจำที่ดีและมั่นคงมากๆ”

fitfac10

ทางผู้บริหาร Fitfac ยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า“การทำธุรกิจทุกอย่าง เรื่องคนคือหัวใจ ดูแลพนักงานให้ดีก่อน แล้วกำไรมันจะมาเอง ถ้ามุ่งแต่จะเอากำไรก่อน แล้วเอาพนักงานไว้ลำดับสุดท้ายนี่ คุณไม่มีทางโตหรอก การเปิดธุรกิจใหม่ๆ บอกได้เลยว่าหาลูกน้องดีๆ นั้นยากกว่าหาลูกค้ามาก คุณต้องเข้าใจจิตใจของคนทำงานก่อน แล้วลูกน้องจะมาหาคุณเอง หลายๆ คนอาจจะมองว่าแค่มีเงินจ้าง แล้วคนดีๆ จะเข้ามาเอง ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ เราต้องดูว่าคนดีๆ เขาอยู่ที่ไหน เราต้องไปหาเขาเองเลย ไม่ใช่ให้คนอื่นหาให้ แบบมาพึ่งเว็บไซต์ให้หาคนทำงานมาให้ พนักงานชุดแรกๆ นี่เราเดินเข้าไปชวนด้วยตัวเองทุกคน พอให้ความสำคัญกับพนักงาน ให้ค่าตอบแทนที่มากพอ ให้ความรู้ ให้การเทรนนิง เขาก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ มีความสุขขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพนักงานมีความสุข เขาก็จะดูแลลูกค้าของเราได้ดี”

สำหรับผู้ที่สนใจอยากลองไปลดน้ำหนักด้วยการชกมวยที่ ‘Fitfac Muaythai Academy’ คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://fitfacmuaythai.com

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...