Advertisement

SHARE

วันที่ 9 พ.ค. จะเป็นกำหนดที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขตอย่างน้อย 333 เขต จาก 350 เขต เพื่อให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 127 ที่กำหนดว่า กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตได้ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด

ขณะเดียวกันก็ต้องรับรอง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้ได้อย่างน้อย 142 จาก 150 คน เพื่อที่จะได้ ส.ส.รวมร้อยละ 95 เพื่อที่จะสามารถเรียกประชุมสภาได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 ที่ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละเก้าสิบห้าของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว หากมีความจําเป็นจะต้องเรียกประชุมรัฐสภาก็ให้ดําเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้ โดยให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่ทำให้ว่าที่ ส.ส. หลายคนเป็นกังวล คือ กรณีถูกระบุว่า เป็นกรรมการหรือถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชน ซึ่งขัดกับคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.

ชาญวิทย์ วิภูศิริ

หนึ่งในนั้น คือ นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ว่าที่ ส.ส. เขต 15 กทม. ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงว่า ถือหุ้นในบริษัทซึ่งตนเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอยู่ด้วย ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 20 ปี แต่ตอนจดทะเบียนบริษัทมักจะนิยมจดทะเบียนวัตถุประสงค์ของบริษัทในบริคณห์สนธิไว้แบบครอบจักรวาลเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในนั้น ระบุว่า ให้บริการด้านสื่อสารมวลชน

นายชาญวิทย์ชี้แจงว่า ตนเองไม่เคยประกอบธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนใดๆ และเห็นว่าในความเป็นจริงการประกอบธุรกิจทางด้านสิ่งพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนก็ตามจะต้องมีการขออนุญาตต่างหาก

แต่ในกรณีแบบเดียวกันนี้มีคำพิพากษาของศาลฎีกา คือ คดีของ “ภูเบศวร์ เห็นหลอด” ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่  ที่ถูก ผอ.กกต. เขต 2 จ.สกลนคร ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาคัดค้านการเป็นผู้สมัคร ส.ส. เพราะตรวจสอบพบว่า เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์

ภูเบศวร์ เคยชี้แจงกรณีนี้ว่า ตนเองเคยจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดไว้เพื่อประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งที่สุดแล้วห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้ยังไม่ได้กดำเนินกิจการใดๆ จนถึงปัจจุบัน แต่ในขั้นตอนการจดจัดตั้งได้ใช้แบบฟอร์มสำเร็จรูปที่มีการวัตถุประสงค์จดจัดตั้ง 43 ข้อ ครอบคลุมทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงด้านสื่อสารมวลชนด้วย

ในคำพิพากษาศาลฎีกา ระบุถึงการตัดสินเป็นไปตามข้อกฎหมาย

“ที่ผู้ร้องอ้างว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส มีวัตถุประสงค์ดังกล่าวแต่ไม่ได้ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์ จึงฟังไม่ขึ้น”

คำพิพากษาคดี “ภูเบศวร์ เห็นหลอด” จึงกลายเป็นบรรทัดฐานที่นำไปสู่ การยื่น กกต.ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของทั้งว่า ที่ ส.ส. และผู้สมัครของหลายพรรคการเมือง ซึ่งบางกรณีตั้งเป้ากันถึงขนาด หวังให้พรรคการเมืองคู่แข่งถูกยุบจากกรณีเดียวกันนี้ เพราะผู้ที่ถูกร้องมีสถานภาพเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย

แม้การเลือกตั้ง 24 มี.ค. ภูเบศวร์ เห็นหลอด จะถูกตัดสิทธิ์ก่อนลงสนาม แต่ชื่อและคดีของเขากำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทบันทึกสำคัญการเมืองไทย

คลิกอ่านคำพิพากษากรณี ภูเบศวร์ เห็นหลอด ที่นี่

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...