Advertisement

SHARE

คำถามที่แฟนบอลทั่วโลกอยากรู้ คือ เกิดอะไรขึ้นกับโมฮาเหม็ด ซาลาห์กันแน่

ในฤดูกาลนี้ เขาลงสนามไปแล้ว 10 เกมทุกรายการ แต่ยิงประตูได้แค่ 3 ลูก และทำแอสซิสต์ไปแค่ 1 ครั้งเท่านั้น

จังหวะที่เขาเลี้ยงบอลดูติดๆขัดๆ ไม่ไหลลื่นเหมือนเมื่อก่อน ในเกมล่าสุดที่แพ้นาโปลี เขามีเปอร์เซ็นต์การจ่ายบอล 65% คือว่าง่ายๆ จ่ายติดเสียแทบจะตลอด

จากนักเตะดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก และมีชื่อเข้าชิงผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟีฟ่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำให้ซาลาห์ถึงฟอร์มดร็อปลงมาขนาดนี้

มีการวิเคราะห์ในมุมที่น่าสนใจดังนี้ ว่าปัญหาน่าจะเกิดหลายๆ ข้อ พร้อมกัน

AFP Photo

1) คู่แข่งจับทางได้

สไตล์การเล่นของซาลาห์ในฤดูกาลที่แล้ว ถือว่าเป็นของใหม่ ในเวทีพรีเมียร์ลีก เขาจะใช้ความ เร็วกระชากแนวรับจนเสียจังหวะ จากนั้นจะตัดเข้าใน แล้วยิงด้วยเท้าซ้ายถนัด

แต่ในซีซั่นนี้ ทุกทีม รุมประกบซาลาห์อย่างหนักหน่วง บางทีมใช้คู่แข่ง 3 คน ประกบพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้เลย

ขณะที่นายทวารของคู่แข่ง ก็จะรู้ว่าซาลาห์จะยิงด้วยเท้าซ้ายหักเข้าไปที่เสาสอง ทำให้โกล์หลายๆคน กระโดดไปรอ เพราะรู้ว่าซาลาห์ต้องยิงมาที่มุมนั้น

มันทำให้ซาลาห์ ต้องพัฒนาการเล่นของตัวเองขึ้นมา และเปลี่ยนแปลงให้เล่นได้อย่างหลากหลายมากขึ้น ในอดีตมีนักเตะจำนวนมากที่โด่งดังแค่ปีเดียวก็แผ่วลงไป ซึ่งซาลาห์ คงไม่อยากให้ตัวเองเป็นคนนั้น

 

2) ไม่มีการแข่งขันในทีม

ในขณะที่นักเตะทีมอื่นต้องต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งตัวจริงกันอย่างหนัก ที่เชลซี เราเห็นโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ต้องแย่งตำแหน่งกับอัลบาโร่ โมราต้า รวมถึง ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เราเห็นกุน อเกวโร่ ต้องแย่งตำแหน่ง กับ กาเบรียล เชซุส

แต่กับลิเวอร์พูล เจอร์เก้น คล็อปป์ ยึดตำแหน่ง 3 ตัวจริง ไว้แบบเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง มี โม ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ เล่น 3 ตัวบน โดยแดเนียล สเตอร์ริดจ์ กับ เซอร์ดาน ชาคิรี่ ได้แค่รอโอกาสข้างสนามเท่านั้น

เมื่อไม่มีการแข่งขันที่ทัดเทียม นั่นทำให้ซาลาห์ยืนเป็นตัวจริงตลอด โดยขาดความกระตือรือร้นที่จะแย่งชิงตำแหน่ง และกลายเป็นผลเสียโดยไม่รู้ตัว ต่อกับตัวเขาเอง และกับลิเวอร์พูล

AFP Photo

3) ความคาดหวังสูงเกินไป

ในซีซั่นแรก ตอนที่ลิเวอร์พูลซื้อซาลาห์มาจากโรม่า ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาต้องยิงประตูระเบิดเถิดเทิง ทุกคนมองว่า ซาลาห์ยิงได้สัก 15 ลูกในฤดูกาลก็ถือว่า ประสบความสำเร็จมากแล้ว

แต่ทว่าซาลาห์ยิงไปกระจุย 32 ลูกในซีซั่นเดียว นั่นทำให้ความคาดหวังของสโมสร และของแฟนบอลเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

จากในตอนแรกที่ย้ายมา ซาลาห์รับเงิน สัปดาห์ละ 9 หมื่นปอนด์ แต่พอเล่นดี เขาได้รับสัญญาฉบับใหม่ เพิ่มรายได้เป็นสัปดาห์ละ 2 แสนปอนด์ นั่นทำให้สโมสรก็ต้องการให้ซาลาห์ ทำผลงานให้ดีในทุกๆ เกม

หลายๆ นัด เขาเล่นได้โอเคตามมาตรฐาน เพียงแต่ไม่มีสกอร์หรือแอสซิสต์ ผู้คนก็จะมองว่าเขาฟอร์มตก ทั้งๆที่เล่นในระดับปานกลาง หรือบางนัดเล่นแย่นิดหน่อย แต่คนก็มองเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

ซึ่งนี่จะเป็นสิ่งที่ซาลาห์ต้องเผชิญในยามที่เขามีชื่อเสียงมากขึ้น เขาก็ต้องรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเป็นธรรมดา

 

4) อาการบาดเจ็บยังไม่หายดี

ตั้งแต่เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศที่ลิเวอร์พูล แพ้เรอัล มาดริด เมื่อเดือนพฤษภาคมซีซั่นที่แล้ว ซาลาห์ มีการกระทบกระทั่งกับเซร์คิโอ รามอส จนบาดเจ็บหัวไหล่อย่างรุนแรง

ลามมาถึงในฟุตบอลโลกที่รัสเซีย ซึ่งเจ้าตัวไปแข่งได้ก็จริง แต่ก็มีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมนัก และได้ลงแค่ 2 เกมเท่านั้น

จากนั้นมาในซีซั่น 2018-19 สภาพร่างกายของซาลาห์ดูไม่ฟิตเปรี๊ยะเหมือนในซีซั่นก่อน ตรงข้าม ยังดูอ่อนแรง เหนื่อยง่ายมากขึ้นกว่าเดิม

ในเกมแพ้นาโปลี มีการจับภาพได้ว่า ซาลาห์ยังคงเอาเทป แปะที่หัวไหล่ซ้าย ซึ่งเป็นจุดที่เขาบาดเจ็บ จากการปะทะกับรามอส เมื่อเดือนพฤษภาคม บางทีซาลาห์ อาจยังต้องใช้เวลาอีกนิด เพื่อทำให้ร่างกายของตัวเองกลับมาฟิตสมบูรณ์จริงๆอีกครั้ง

AFP Photo

5) ความมั่นใจเพียงแค่นั้น

จริงๆแล้ว ปัญหาทุกอย่างอาจจะอยู่ที่แค่เรื่องความมั่นใจก็ได้

ซาลาห์ ยังมีผลงานที่ไม่เลวในหลายๆเกม แม้จะไม่ถึงกับมาตรฐานของเขา แต่เขาก็ยังเล่นได้ดี เพียงแต่ปัญหาคือ เวลาเขายิงไม่เข้า มันก็ยิ่งบั่นทอนความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ

จากที่เคยกล้ายิง ก็กลายเป็นไม่กล้ายิง เพราะกลัวพลาด บางทีถ้าหากเริ่มยิงได้ต่อเนื่องติดๆกันสัก 2-3 ลูกเมื่อไหร่ คราวนี้ทุกอย่าง อาจกลับมาเข้าที่อีกครั้ง

หลังจบเกมแมนฯซิตี้ จะเป็นช่วงพักเบรกทีมชาติ ซาลาห์อาจได้กลับไปชาร์จแบตให้ตัวเองเต็มๆอีกครั้ง และกลับมาลงสนามด้วยความมั่นใจอีกรอบ

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...