Advertisement

SHARE

สถาบันพระปกเกล้า โดย ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายสติธร ธนานิธิโชติ รักษาการ ผู้อำนวยการนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยผลสำรวจประชาชนต่อกรณี ปัจจัยในการเลือกผู้สมัคร พรรค  คุณลักษณะของนายกรัฐมนตรี ที่พึงประสงค์ และความมุ่งมั่นในการเลือกตั้ง

โดยการสำรวจความคิดเห็นทั้ง 3 ครั้ง เกณฑ์การตัดสินของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนไป จากการให้ความสนใจเชิงนโยบาย เป็นตัวบุคคล โดยนโยบายปัจจัยที่มีความหมายมากต่อประชาชนประชาชนคือ 1.แก้ปัญหาความยากจนและแรงงาน 2.ปัญหาทางเศรษฐกิจ 3.ปัญหาราคาพืชผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ประชาชนตัดสินใจในการเลือกตัวบุคคลผู้สมัคร ส.ส.ในเขต จากเกณฑ์ร้อยละ 80.5 คือ ความซื่อสัตย์สุจริต , ร้อยละ 74.2 คือ มีวิสัยทัศน์และความคิดก้าวหน้า , ร้อยละ 60.6 คือความสามารถในการแก้ไขพื้นที่  สะท้อนว่า ประชาชนตัดสินใจ โดยนึกถึงปฏิสัมพันธ์ ผลงานในพื้นที่เป็นสำคัญ อดีตส.ส.จึงได้เปรียบ ถ้ามีผลงานมาก  เพศผู้สมัคร มีนัยยะน้อยมากต่อการตัดสินใจ และบุคลิกหน้าตา ประชาชนมามองที่คุณสมบัติที่สำคัญของผู้สมัคร ส.ส.

ส่วนการเลือกพรรคใช้หลักเกณฑ์อะไรตัดสินนั้น พบว่า นโยบายพรรคสำคัญที่สุด ร้อยละ 67.1 , หัวหน้าพรรค/ผู้นำพรรค ร้อยละ 58.9 , อุดมการณ์/เจตนารมณ์ของพรรค ร้อยละ 56.9 , และแนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรค ร้อยละ 55.7

สำหรับประเด็นที่มีผลน้อยต่อการตัดสินเลือกพรรค คือ ครอบครัวที่เคยเลือก ลูกจะเลือกตาม มีน้อยมากสะท้อนว่า ความภักดีต่อพรรคทางเครือญาติได้รับการพิจารณาน้อยกว่าผลงาน

ส่วนการตัดสินใจ ถ้าจะเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณลักษณะสำคัญ ร้อยละ 87.1 มีคุณธรรมซื่อสัตย์สุจริต , ร้อยละ 81.5 มีความโปร่งใสในการทำงาน , ร้อยละ 79.3 มีวิสัยทัศน์กว้างไกล , ร้อยละ 71.9 มีความอุทิศเสียสละ, และร้อยละ 68.3 มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร

ส่วนปัจจัยที่มีผลน้อยมาก คือ การมีวาทะศิลป์ ไม่ต้องพูดเก่งมากก็ได้ ไม่ต้องมีประสบการณ์ทางการเมืองหรือความสามารถในการสื่อสารกับต่างประเทศมากก็ได้

สำหรับความมุ่งมั่นประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง ร้อยละ 95.8 ประชาชนมั่นใจ ซึ่งเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการสำรวจครั้งแรกที่ร้อยละ 90.8

ด้านเกณฑ์ที่ประชาชนใช้ในการเลือกผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต แยกรายภาค พบว่า แต่ละภาคต้องการผู้สมัคร ส.ส.ที่แตกต่างกัน เช่น ภาคกลางกับภาคใต้ ต้องการความซื่อสัตย์และคุณธรรม , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องการผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์  เมื่อแยกตามรายอายุ พบว่า คนกลุ่มใหญ่ที่สุดคืออายุระหว่าง 46-60 ปี ต้องการความซื่อสัตย์และคุณธรรม ความสามารถนำเงินมาพัฒนาพื้นที่ อายุ 61 ขึ้นไป ต้องการวิสัยทัศน์และความคิดก้าวหน้า กับการมีผลงานเป็นที่ประจักษ์

เกณฑ์ที่ประชาชนใช้ในการเลือกพรรคการเมือง เมื่อแยกรายภาคจะพบว่า ภาคเหนือ ให้ความสำคัญกับ หัวหน้าพรรค/ผู้นำพรรค ภาคใต้ ให้ความสำคัญกับนโยบายพรรค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ความสำคัญกับ อุดมการณ์/เจตนารมณ์ของพรรค และแนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรค ส่วนในกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกับผลงานของพรรคในอดีต

เมื่อแยกรายอายุ พบว่า กลุ่มอายุระหว่าง 18-25 ปี ให้ความสำคัญกับหัวหน้าพรรค/ผู้นำพรรค อุดมการณ์/เจตนารมณ์ของพรรค แนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรค และผลงานของพรรคในอดีต ส่วนกลุ่มอายุระหว่าง 36-45 ปี ให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรค

ทั้งนี้ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 95 ต่างอยากไปเลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง แต่จะเปลี่ยนอย่างไรนั้น ขึ้นกับเกณฑ์ของแต่ละคน โดยประชาชนมีความมั่นใจว่า เสียงของตัวเองมีความหมายในการเปลี่ยนแปลง และมีความต้องการอยากไปเลือกตั้งสูงขึ้นเรื่อยๆ

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...