Advertisement

SHARE

วันที่ 22 พ.ค. นี้จะเป็นวันครบรอบ 4 ปี การเข้ามาสู่อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเหตุผลหนึ่งที่นำพา คสช. ก้าวขึ้นสู่บันไดแห่งอำนาจคือ “การปฏิรูป” ตามแคมเปญ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ที่มีผู้รณรงค์เอาไว้

ผ่านมา 4 ปี เราลองมาตรวจการบ้านดูว่า การปฏิรูปที่มีการโฆษณาไว้เดินหน้าไปถึงไหน เราจึงจับตัวชี้วัดแบ่งเป็น 11 ด้านตามที่มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญและการตั้งกรรมการปฏิรูป ว่ามีด้านไหนที่เดินหน้าอย่างไร และมีอะไรที่สำเร็จหรือไม่สำเร็จ

1.ด้านการเมือง – ต้องบอกว่าเป็นด้านที่มีความก้าวหน้าที่สุด หากไม่ยึดอยู่ว่าแบบไหนดีหรือไม่ดี เพราะ คสช. ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองผ่านการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการเปลี่ยนรูปการเมืองไทย ที่เคยเปลี่ยนแปลงหลังปี 2540 ให้กลับมาเป็นคล้ายก่อนปี 2540 โดยมีพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีอำนาจ ตัวบุคคลสำคัญกว่าพรรคการเมือง รัฐบาลที่ต้องพึ่งพาเสียงรัฐบาลผสม และที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านการมี ส.ว. แต่งตั้งเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญ

หากมองว่าระบบนี้เป็นระบบที่ดีและต้องการ ก็ถือว่าทำได้สำเร็จอย่างงดงาม  แต่หากมองว่าการถอยหลัง ไม่ใช่การปฏิรูป ก็ต้องบอกว่าข้อนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน – ด้านนี้ยังไม่มีความสำเร็จที่เป็นชิ้นเป็นอันมากนัก หากตั้งเป้าการบริหารราชการแผ่นดินไว้ตามที่เคยระบุว่า “มุ่งสร้างภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชน” ก็จะเห็นว่ายังมีความห่างไกลพอสมควร กฎหมายว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่เสร็จสิน ซ้ำยังมีการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลางโดยมี “ข้าราชการเป็นจุดศูนย์กลาง” ส่วนเรื่องการบริหารที่โปร่งใสก็ยังไม่เห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และยังเห็นการรวบอำนาจภายใต้กลไกมาตรา 44 ซึ่งทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินพังทลายลง

3.ด้านกฎหมาย – เราได้เห็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติออกกฎหมายมากมาย แต่โดยมากเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติจำกัดสิทธิ ในขณะเดียวกันการปฏิรูปกฎหมายที่สำคัญคือการยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น หรือปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยเรายังไม่เห็นมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการออกกฎหมายที่ไม่มีการทักท้วงหรือตรวจสอบ สภานิติบัญญัติแห่งชาติต่างยกมือผ่านกฎหมายไปอย่างง่ายดายตามที่รัฐบาลเสนอมา นอกจากนี้เรายังเห็นการใช้อำนาจตามมาตรา 44 มาแก้ไขกฎหมายที่ผ่าน สนช. ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เห็นว่ากระบวนการออกกฎหมายยังเป็นปัญหา

อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะไม่มีผลงานเสียทีเดียว เพราะยังมีกฎหมายที่เอื้อต่อการแข่งขัน และให้ประชาชนสามารถติดต่อราชการได้ง่ายขึ้น อย่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ

4.ด้านกระบวนการยุติธรรม – โดยคนมักพุ่งเป้าที่การปฏิรูปตำรวจ ซึ่งหากมองเรื่องนี้โดยเฉพาะต้องบอกว่ายังไม่สำเร็จแม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 4 ปี เพราะแม้จะมีข้อเสนอมามากมาย แต่กระบวนการก็ยังไม่เดินหน้าไปไหนมากนัก โดยวันนี้อยู่ในขั้นตอนการร่างกฎหมายเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่ถูกระบุว่าเป็นการถอยหลังของกระบวนการยุติธรรม อาทิ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้พิจารณาคดีย้อนหลังและลับหลังจำเลยได้่

แต่ก็มีกระบวนการที่ก้าวหน้าบ้างเช่นกัน อาทิ การให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์ควบคุมตัวผู้ต้องหา

อย่างไรก็ตามเมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่าการกระบวนการปฏิรูประบบยุติธรรมนั้นยังมีปัญหา ทั้งการละเมิดสิทธิ  การที่ประชาชนยังรู้สึกว่ามีความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย และที่สำคัญกระบวนการยุติธรรมตามปกติยังไม่สามารถใช้ได้ด้วยซ้ำไปเพราะมีกฎหมายพิเศษควบคุมอยู่

5.ด้านเศรษฐกิจ – เป็นอีกหนึ่งที่ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรมมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างคมนาคม โครงสร้างด้านพลังงาน มีสิ่งที่คืบหน้าอยู่สองกรณีคือ โครงการประชารัฐที่รัฐบาลหนุนเต็มกำลัง แต่เอาเข้าจริงยังไม่มีใครเห็นผลมากนัก ขณะที่บริษัทประชารัฐสามัคคีหลายจังหวัดทำท่าจะไปไม่รอด ส่วนอีกหนึ่งที่คืบหน้าคือโครงการพื้นที่พัฒนาพิเศษเศรษฐกิจตะวันออกหรือ EEC ที่รัฐบาลเร่งผลักดัน จนขณะนี้มีกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้แล้ว และมีการเชิญนักลงทุนระดับโลกอย่าง “แจ็ค หม่า” มาร่วมลงทุน การปฏิรูปด้านนี้จึงยังต้องรอผลต่อไป และไม่อาจเรียกได้ว่าทำสำเร็จแล้ว

6.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม – ต้องบอกว่าเป็นผลงานเด่นของรัฐบาลกับนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” โดยใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่บุกรุกป่าและอุทยานแห่งชาติ และตั้งทีม “พญาเสือ” ที่นำโดย “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” แต่กลับต้องมาตกม้าตายเมื่อมีการตั้งคำถามว่าดำเนินการเป็นไปอย่างเท่าเทียมหรือไม่ และกับกรณีที่กระทรวงมหาดไทยเซ็นอนุมัติให้ใช้พื้นที่ป่าสร้างโรงงานของเอกชนแห่งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้านกระแสไม่ได้ต้องยกเลิกไปในที่สุด

ประเด็นนี้หากจะเรียกว่าปฏิรูปก็ไม่เต็มปากนัก เพราะเป็นการปฏิบัติแบบกรณีต่อกรณีเสียมากกว่า

7.ด้านสาธารณสุข – ต้องเรียกว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีแต่เพียงความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระบบหลักประกันสุขภาพแห่ง และเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. ท่ามกลางกระแสว่าต้องการที่จะยกเลิกโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค แต่ที่สุดก็ยังไม่มีความเปลียนแปลงเกิดขึ้นมากมายนักไม่ว่าจะเป็นทางดีหรือทางร้าย

8.ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ – มีความพยายามเข้ามาควบคุมและแทรกแซงการนำเสนอข่าวทั้งในทางตรงและทางอ้อม มีการผ่าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560  โดยมีสาระที่การป้องกันการใช้สื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ยังมีความพยายามสร้างกลไกขึ้นมาเพื่อควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ เช่นการคิดจะทำ “ซิงเกิลเกตเวย์”  นอกจากนี้กองทัพก็เน้นใช้ IO หรือ Information Operation เข้ามาต่อสู้ทางความคิดมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการจัดตั้ง “นักรบไซเบอร์” ขึ้นมาด้วย

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในหลายๆ ด้าน เรื่องนี้จึงนับได้ว่าไม่ได้ปฏิรูปใดๆ จะมีเพียงคำโฆษณาเรื่องไทยแลนด์ 4.0 แต่ดูเหมือนระบบราชการเองก็ยังไม่เข้าใจและไม่ได้ปรับตัวมากนัก

9.ด้านสังคม – แม้จะมีแนวคิดต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการกับสังคมผู้อายุ เช่นการขยายอายุเกษียณเป็น 63 ปี หรือการขยับการรับบำนาญชราภาพของกองทุนประกันสังคมออกไปเป็น 60 ปี จากเดิม 55 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ เพราะต้องแก้ไขกฎหมายอีกมากมาย ซึ่งทุกอย่างยังไม่ได้เริ่มกระบวนการ

นอกจากนี้ด้านสังคมยังมีการพูดถึงเรื่องชุมชนเข้มแข็งจัดการตนเองได้ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการจัดระบบการปกครองตนเอง เพราะลำพังแค่การกำหนดรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยังไม่ได้ข้อตกลงกันเลย

10.ด้านพลังงาน – แม้ว่าอาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลงชัด แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่น การเปิดสัมปทานบ่อน้ำมันใหม่ เช่น แหล่งบงกช แหล่งเอราวัณ การรวมแผนทุกๆ อย่างให้บูรณาการทางข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นแผนพลังงานไฟฟ้าทางเลือกระยะยาว การจัดหาพลังงาน รวมถึงการลดการสนับสนุนราคาน้ำมันดีเซล และก๊าซ LPG เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือการเก็บภาษี ซึ่งมีภาษีจำนวนมากตั้งแต่ต้นน้ำคือโรงกลั่น จนถึงปลายน้ำอย่างสถานีจ่ายน้ำมัน

11.ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต – ด้านนี้ถือว่าได้รับคำถามหนักมาก เพราะแม้ว่าจะเร่งจัดการกับการทุจริตต่างๆ เช่นการทุจริตในระบบการศึกษา การทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนา หรือการทุจริตในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันกับคนใกล้ชิดและคนวงในรัฐบาลกลับไม่มีการเดินหน้า จึงเป็นที่มาของคำถามว่ามีความจริงใจแค่ไหนกับการปราบปรามทุจริต หรือมีเพียงเพื่อจัดการกับศัตรูทางการเมืองเท่านั้น

 

จะเห็นได้ว่าโดยรวมของการปฏิรูปยังคงไม่เดินหน้ามากนัก แต่ขณะเดียวกันกลับใช้เวลาถึง 4 ปี และงบประมาณอีกกว่า 2 พันล้านบาท ทั้งจากสภาปฏิรูปและคณะกรรมการปฏิรูปชุดต่างๆ คำถามจึงอยู่ที่ว่า คสช. กำลังทำอะไร และจะใช้ข้ออ้างในการปฏิรูปได้อีกนานแค่ไหน

 

บทความโดย อสรพิษ

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...