Advertisement

SHARE

“ผู้การนันต์” หัวหน้าชุดหน่วยซีล เปิดเผยถึงค่ำคืนแห่งความสูญเสีย “จ่าแซม” จ.อ.สมาน กุนัน ที่รับอาสาดำน้ำออกไปวางขวดอากาศ รวมทั้งเปิดเผยความยากลำบากในการทำภารกิจถ้ำหลวง

ระหว่างการแถลงข่าวปิดศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย (ศอร.) “ผู้การนันต์” นาวาเอกอนันต์ สุราวรรณ ผบ.กรมรบพิเศษ1 ในฐานะหัวหน้าชุดซีล ที่นำผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าทำภารกิจช่วยทีมหมูป่าอะคาเดมี ติดถ้ำหลวง ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. ได้เปิดเผยช่วงเวลาในการทำงานของหน่วยซีล ที่ไม่เคยเจอภารกิจที่ยากลำบากเช่นนี้มาก่อน และคืนที่ต้องสูญเสีย “จ่าแซม” จ.อ.สมาน กุนัน นักทำลายใต้น้ำจู่โจมนอกราชการ ( นทต.จู่โจมรุ่น 30 )

เข้ามาในพื้นที่ตี 2 45 นาที เข้าไปในถ้ำตี 4 ( 25 ก.ค. 61) พวกเราเป็นชาวทะเล เราก็นึกภาพไม่ออกว่าที่เกิดเหตุเป็นอย่างไร แต่หลังจากฟังบรรยายสรุป คิดว่า ในถ้ำน่าจะมีแสงสว่างในเราทำงานบ้าง ไม่น่ายาก แต่เมื่อก้าวแรกที่ถึงถ้ำ รู้เลยว่าไม่ใช่งานง่าย ถ้ำมืดสนิท ภายในมีจุดที่ต้องปีนคล้ายหน้าผา ตลอดเส้นทางสังเกตเห็นโคลนหนา ถ้ำนี้ต้องเคยมีน้ำท่วม และมีน้ำที่ไหลมาจากบ้านผาหมีเข้ามาในถ้ำตลอด น้ำขึ้นตลอดเวลาจาก 8 เซนติเมตร เป็น 8 เซนติเมตร 13 เซนติเมตร คิดว่าต้องสูบน้ำ เพราะไม่รู้ว่า ดำเข้าไปจะมีจุดในโผล่มาหายใจได้หรือไม่ แต่ช่วงแรกน้ำลดน้อยมาก และเราไม่สามารถรอได้

วันที่นักดำน้ำชาวอังกฤษไปเจอเด็กๆ ใช้เวลา 5 ชั่วโมงครึ่งกลับออกมาบอกว่า “เจอเด็ก” เราก็คิดว่า น่าจะอยู่ห่างออกไป 500 – 700 เมตร ทีมงานก็เตรียมเสบียง แผ่นฟอยล์เข้าไป ทีมแรกส่งไป 4 คน คัดคนที่คิดว่า เจ๋งที่สุด ชั่วโมงต่อไปก็ส่งไปอีก 3 คนมีหมอภาคย์ (พ.ท. นพ.ภาคย์ โลหารชุน) เข้าไปด้วย ทั้ง 2 ทีมขาดการติดต่อไป 23 ชั่วโมง ตอนนั้นเป็นความเครียดของผู้ปฏิบัติที่ส่งลูกน้องไป ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย คิดว่าศักยภาพของเรา 7-8 ชั่วโมงต้องกลับ แต่ 23 ชั่วโมงกลับมา 3 คน เพราะ 4 คนใช้ขวดอากาศที่ติดตัวไป 4 ถังจนหมด มี 3 คนที่เหลือบ้างจึงดำกลับมารายงาน และทั้ง 3 คนที่กลับมาต้องเข้าโรงพยาบาลทั้งหมดเพราะสภาพร่างกายแย่มาก

“เหตุการณ์ที่รับผิดชอบเครียด มืด เป็นงานใหม่ที่ไม่เคยประสบการณ์ ความเย็นน้ำในถ้ำ และไม่รู้ว่าน้ำจะมาอีกเมื่อไหร่ แต่เรามีทีมนักฟุตบอล 13 ชีวิตที่รอคอยเราอยู่ที่เราทิ้งไม่ได้ ตามที่ผบ.ให้ข่าว เราไม่พบเราไม่เลิก” หัวหน้าชุดซีล เผยความรู้สึก

หลังจากเจอกับเหตุการณ์อย่างนั้น เราจึงต้องคิดใหม่ว่าจะเดินไปอย่างไร ทุกครั้งที่ผู้บังคับบัญชามาให้กำลังใจ ทุกครั้งที่มีรายงานกลับมาว่า เดินสำรวจบนเขาแล้วไม่มีช่อง ไม่มีรู้ที่จะเข้าไปหาเด็กได้ความหวังที่เป็นไปได้มากที่สุดแม้แต่จะมีโอกาสน้อย ก็ถือทางน้ำเท่านั้นก็เป็นแรงกดดันที่เราจะต้องเดินต่อ เราก็มาปรับแผนใหม่ว่า ถ้าจะดำไปหาเด็ก ก็ต้องวางขวดอากาศเป็นระยะ จึงเป็นที่มาที่ต้องระดมขวดอากาศมาและจัดทีมออกไปวางขวดอากาศ

(ภาพจาก IG : smaankunan)

“ทุกครั้งที่ส่งลูกน้องออกไปทำงาน 10 ชั่วโมงก็มี 7 ชั่วโมงก็มี 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง กว่าเขาจะกลับมาให้เราเห็นว่า เขายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งนี่คือความยากของมัน จนวันที่มีเหตุการณ์ที่พวกเราก็ทราบว่าจ่าแซม ในคืนวันนั้นท่านก็รับอาสาที่จะไปวางขวดอากาศร่วมกับทีมดำน้ำต่างชาติ ท่านออกไปกับทีมต่างชาติ 4 คน คนไทย 2 คน 1 ในนั้นคือ จ่าแซม ต่างชาติทั้งหมดไปวางขวดอากาศ และกลับมาใช้เวลา 3 ชั่วโมง ส่วนจ่าแซมกับอีกท่าน ผมก็คาดว่า ถ้าต่างชาติไป 3 ชั่วโมง ลูกน้องเราก็คงไม่เกิน 5 ชั่วโมง 5 ชั่วโมงผ่านไป 6 ชั่วโมงผ่านไป 7 ชั่วโมงผ่านไปไม่กลับทั้งสองคน

แต่ประเมินสถานการณ์ก็ยังเข้าข้างตัวเองว่า จากข้อมูลหลังจากดำออกไปโถงไปแล้ว 400 เมตร จะมีช่วงน้ำตื้นที่สามารถเดินได้ มีดำน้ำเป็นช่วงๆ ก็ยังมั่นใจว่า ลูกน้องเราอาจจะเหนื่อยแล้วพัก จนประมาณตี 1 คู่บัดดี้ก็ดำกลับมาที่โถง 3 คนเดียวแล้วแจ้งว่า เกิดเหตุไม่ดีขึ้น ก็เป็นคืนที่เราสูญเสีย แต่ว่า สูญเสีย 1 ชีวิต กับอีก 13 ชีวิตที่ยังคอยเราอยู่เราต้องเดินหน้าต่อ ทุกคนก็ยอมรับในความเสี่ยง เพราะว่าหน่วยเราถูกฝึกมา เพื่อรับภารกิจเสี่ยงอยู่แล้ว ในเรื่องของความสูญเสียเราก็เตรียมใจอยู่แล้ว”

ผู้การนันต์ กล่าวปิดท้ายว่า งานนี้เป็นโอกาสดีของหน่วยงานที่ได้มีโอกาสได้ร่วมมือร่วมงาน กับทีมงานดำน้ำระดับโลก ทำให้เราได้เห็นวิธีการ แนวทาง เทคนิคในการดำน้ำในถ้ำ เพื่อที่เราจะได้พัฒนาขีดความสามารถ จะได้รองรับอุบัติภัยในประเทศเราในอนาคต

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวอื่นได้ที่
เว็บไซต์ : workpointnews.com
เฟซบุ๊ก: ข่าวเวิร์คพอยท์ ตลาดข่าว   
ยูทูบ: workpoint news   
ทวิตเตอร์: workpoint news   
อินสตาแกรม: workpointnews

FOLLOW US

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...