Advertisement

SHARE

 

“กลับบ้านนะครับ บ้านไม่ได้รอคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างเดียว บ้านรอทุกคนกลับ เพราะมันจะเป็นแหล่งพลังงานธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่ผมเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค้นเจอ แต่คนอย่างเรา ๆ ต้องค้นเจอแน่นอนครับ จะทำให้รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อใคร เพื่ออะไร และจะทำอะไรต่อครับ เป็นกำลังใจให้ครับ”

 

คำแนะนำและกำลังใจจาก ก้อง-อัครเดช ยอดจำปา หรือ บักก้อง แห่งบ้านห้วยไร่ หนุ่มอีสานวัย 30 ปีซึ่งมอบให้กับลูกอีสานทุกคนที่ดั้นด้นเข้ามาแสวงหาความสำเร็จในเมืองหลวง เขาแนะนำเช่นนี้เพราะตัวเขาเองเคยเข้ามาแสวงหาความสำเร็จในเมืองหลวง ด้วยการเดินทางจากจังหวัดสกลนครบ้านเกิด เหมารถกระบะที่ยัดกันมา 10-20 คน ค่ารถร้อยกว่าบาท มาร่ำเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง อาศัยนอนวัด ใช้แรงงานก่อสร้าง ร้องเพลงข้างถนน และแม้เต่เป็นพีอาร์ให้กับศูนย์บริการด้านความงาม งานซึ่งทำให้เขาพบกับความรักและการอกหักเป็นครั้งแรก ระยะเวลาที่อยู่กรุงเทพฯ 4 ปีกับความหวังที่จะกลับไปสร้างบ้านหลังใหม่ สร้างฐานะที่ดีให้กับครอบครัว แต่ไม่กล้ากลับเพราะกลัวที่ตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จ

 

“มีคอนเสิร์ต Live in Kraam ในสนามราชมังคลาฯ พี่ตูนบอดี้สแลม เพลงฟังไม่รู้เรื่องผมก็ร้องไป ๆ จนมันเว้นวรรคแล้วมีเสียงเปียโน แล้วมีเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดออกมาว่า ผมแอบร้องไห้ที่บ้านป้า ผมอยากทำตามความฝันนะ บางครั้งผมก็อยากกลับบ้านแต่ผมยังทำไม่สำเร็จ ผมไม่กล้ากลับ แต่จริง ๆ แล้วผมต้องกลับ เพราะว่าบ้านมันคือทุก ๆ อย่างของผม และบ้านมันจะสร้างแรงบันดาลใจ มันมีพ่อมีแม่ ฟังแค่นั้นแหละน้ำตามันไหลออกมาโดยที่ไม่รู้ว่า เฮ้ย เรากำลังคิดถึงบ้าน มันไหลจนผมต้องเช็ดเพราะผมอายคนเยอะ เช็ดเสร็จต้องกลับบ้าน แล้วบอกตัวเองว่าจะไม่มาเหยียบกรุงเทพอีก พอเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดปุ๊บ ผู้ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิต เราไม่เคยเห็นความอ่อนแอของเขาเลยคือพ่อ ร้องไห้ กอดเรา บอกเราว่าอย่าไปอีกนะ โคตรเจ็บเลยครับ”

 

หลังจากเจ็บช้ำจากชีวิตในเมืองหลวงไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักที่ผิดหวัง ลาออกจากงาน ไม่มีเงิน ไม่มีที่อยู่ เรียนไม่จบ ก้องตัดสินใจกลับมาทำเกษตรกรรมร่วมกับครอบครัว เพียงแต่เวลาที่พักอยู่บนเถียงนาคนเดียวเหงา ๆ มันก็ทำให้อดนึกถึงเรื่องราวความรักที่ทำให้เขาสูญเสียทั้งงาน ทั้งเงิน ทั้งอนาคต และความรู้สึกดี ๆ ไม่ได้ จนผุดคำหนึ่งขึ้นมาว่า “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ซึ่งทำให้เขาเริ่มที่จะแต่งเพลง

 

 

เพลงของก้องแต่งแบบง่าย ๆ ดีดกีตาร์วนแค่ 4 คอร์ด แต่งแล้วก็เผยแพร่ลงเฟซบุ๊คของตนเอง ได้ยอดไลค์มา 6-7 ไลค์ จาก 1 เพลงเป็น 2-3-4-5 เพลง แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดปรากฏการณ์ที่เพลงแรกมีคนไลค์เพิ่มแบบก้าวกระโดด จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน จนไปถึง 400,000 ยอดไลค์ ทำให้เขาได้รับการทาบทามจากชายที่รู้จักกันในปัจจุบันในชื่อ “กบ ซาวด์มีแฮง” ซึ่งก่อตั้งค่ายเพลงของเขากับศิลปินคนแรกที่ใช้ชื่อว่า “ก้อง ห้วยไร่”

 

“เราให้อาจารย์นะโม โมรา ช่วยทำเพลงครับ ถามเขาว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ครับในการทำดนตรี ทำนู่นนี่นั่น เข้าห้องอัด เพลงหนึ่ง เขาว่า อ๋อ 20,000 บาทครับ แล้วถ้ามี 3,000 ล่ะครับ (หัวเราะ) แล้วอาจารย์เขามีประสบการณ์ด้านการฟังเพลง เฮ้ยคำมันเยอะไป ตัดตรงนั้นออก ตรงนี้ออก ไปแต่งเพิ่มนะมันไม่มีท่อนพีค เข้าห้องอัด เอ้อ ทำงานเร็วดี ถูกใจ 3,000 ก็ 3,000”

 

หลังจากได้เพลงที่สมบูรณ์จากความช่วยเหลือของมืออาชีพในราคาพิเศษ ก็ทำให้เพลงนี้ได้รับ 60,000 การเข้าชมจากการอัพโหลดลงเฟซบุ๊คภายในเวลาแค่คืนเดียว และพุ่งทะลุกว่า 2 ล้านการเข้าชมใน 20 วันซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาอย่างมากสำหรับเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ถึงขณะที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังขนาดไหนเพราะยังช่วยครอบครัวทำนาอยู่จนกระทั่งมีรายการโทรทัศน์ติดต่อให้ไปออก ปัจจุบันก้องเล่นคอนเสิร์ตปีละกว่า 300 คอนเสิร์ต สร้างความสุขให้คนมากมายด้วยเสียงร้องของเขาและบทเพลงที่แต่งขึ้นเองทุกเพลง

 

“ผมไม่โกหกคนฟัง แม้แต่มิวสิควิดีโอ คิดถึงบ้าน ผมก็ไปถ่ายที่บ้านผม พ่อแม่ที่แสดงก็พ่อแม่ผม รถก็รถที่ผมใช้ประจำตั้งแต่เด็ก มันทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่ได้โกหก ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิง มันสร้างขึ้นมาจากความเป็นจริง”

 

อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดสำหรับ ก้อง ห้วยไร่ คือตัวตนของความเป็นคนอีสานที่เขาแสดงมันออกมาอย่างขัดเจนไม่อายใคร ก้องยอมรับว่าสมัยที่เข้ามาเรียนที่รามคำแหงใหม่ ๆ เขาไม่กล้าพูดภาษาอีสานแม้แต่กับเพื่อนชาวอีสาน เพราะอายภาษา อายสำเนียงของตัวเอง แต่ทุกวันนี้เขาภูมิใจในความเป็นคนอีสานอย่างมาก และเพราะความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นนี้เอง คือส่วนหนึ่งที่ทำให้มี ก้อง ห้วยไร่ อย่างในทุกวันนี้

 

“สิ่งที่มันชัดเจนที่สุดคือความเป็นอีสานในตัวเราที่คนภาคอื่นไม่สามารถทำได้ มีคนถามผมว่าทำไมดนตรีของ ก้อง ห้วยไร่ ไม่มีเครื่องดนตรีอีสานเลย ผมตอบว่า ให้ฝรั่งเป่าแคนก็มีโน้ต โด-เร-มี-ฟา-ซอล-ลา-ที ดีดพิณก็มีโน้ต แต่จะให้ฝรั่งมาพูดแบบผม มาร้องแบบผม ไม่ได้ มันจะมีเนื้อเพลง โอ้ละน้อ ที่ผมเขียนมา “คั่นเจาะเลือดเจ้าสิเห็นแต่ลาวอ้อยต้อย” ความหมายของมันคือ ถ้าเจาะเลือดดูก็จะเห็นแต่ความเป็นอิสาน คือเรารู้ตัวเอง เราจะพยายามไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทั้งที่ผมเป็นคนที่ชอบพี่ตูน บอดี้สแลมมาก แต่ถ้าจะเป็นนักร้อง ผมจะเป็นนักร้องลูกทุ่ง”

 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...