Advertisement

SHARE

หลายคนดีใจเมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”  นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศจะให้มีการเลือกตั้งในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2561 หรือ ถัดจากวันนี้ไปประมาณ 1 ปี กับ 1 เดือน

 

เรียกได้ว่าเป็นคณะรัฐประหารที่อยู่ในอำนาจอย่างยืนยาว  หากนับตั้งแต่วันยึดอำนาจจนถึงวันที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้ง จะมีระยะเวลายาวนานถึง 54 เดือน และหากนับเงื่อนเวลาแห่งการตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญใหม่เข้าไปอีกประมาณสองเดือน เท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ในอำนาจสูงสุดแบบเบ็ดเสร็จทั้งในนาม หัวหน้า คสช. และ นายกรัฐมนตรีถึง  56 เดือน หรือประมาณ 4 ปี 8 เดือน

 

ต่อเนื่องยาวนานยิ่งกว่ารัฐบาลปกติเสียอีก

 

ซึ่งหากนับการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน ก.พ. 2557 ถือได้ว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในเวลา 57 เดือน หรือ 4 ปี 9 เดือน

 

แต่หากนับว่าการเลือกตั้งเมื่อ ก.พ. 2557 เป็นโมฆะ เท่ากับว่าประเทศเราไม่ได้เลือกตั้งมาถึง 7 ปี 4 เดือน หรือ 88 เดือน ด้วยกัน เพราะการเลือกตั้งที่ราบรื่นครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.ค. 2554

 

ถ้าเด็กคนหนึ่งเกิดเมื่อหลัง ก.ค. 2554 เท่ากับว่าเด็กคนนี้จะไม่เคยเห็นการเลือกตั้งเลยมาตลอดชีวิตของเขา จวบจนวันที่เขาเรียนอยู่ในชั้น ป. 2

 

แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจหรือดีใจกันจนเกินไป หรือสำหรับคนที่รักชอบรัฐบาลทหารของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็อย่าเพิ่งเสียใจไปว่าจะหมดห้วงเวลาของความสุข เพราะภาษิตที่ว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ยังใช้ได้เสมอ

 

แม้นายกฯ จะไปสัญญากับโดนัลด์ ทรัมป์ หรือประกาศอย่างเป็นทางการต่อประชาชนชาวไทย แต่ในทางทฤษฎีแล้วทุกสิ่งยังเกิดขึ้นได้ และที่ผ่านมาก็มีหลายครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปรับปากกับผู้นำโลก เช่น นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น หรือนายบัน คีมูน เรื่องวันเลือกตั้ง แต่ก็ยังเคลื่อนจากระยะเวลาที่บอกไปได้

 

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า วันเลือกตั้งของนายกฯ นั้นผูกติดอยู่กับคำว่า “โร้ดแม็พ”  และ “โร้ดแม็พ” ที่ว่าคือกระบวนการระยะเวลาที่ออกกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้  ดังนั้น หากทุกอย่างไม่เกิดขึ้นตามระยะเวลาของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่คาดไว้ก็อาจไม่เป็นไปตามนั้น

 

ดังเช่นช่วงการยึดอำนาจใหม่ๆ  ที่รัฐบาลประกาศจะจัดให้มีการเลือกตั้งหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประกาศใช้ แต่สุดท้ายก็ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นคว่ำไม่เป็นท่าในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สายของ คสช. ทำให้ไม่สามารถเลือกตั้งได้ภายในปี 2559 อย่างที่คาดไว้

 

ในที่สุดก็ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่  คราวนี้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” มากุมบังเหียนเอง และ “โร้ดแม็พ” ได้ถูกเขียนใหม่ผ่านรัฐธรรมนูญ

 

ปัจจัยที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งมีหลักหมุดสำคัญคือ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ประกอบด้วย กฎหมาย กกต. กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. ถูกประกาศใช้ ซึ่งหากผ่านหลักหมุดนี้ ให้นับไปเลยว่าไม่เกิน 150 วัน หรือ 5 เดือนต้องจัดการเลือกตั้ง

 

ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุว่า กฎหมายลูกต้องเสร็จภายใน 240 วันหรือ 8 เดือน ซึ่งตอนที่หาเสียงให้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นถูกทำให้เข้าใจว่า ครบ 240 วัน กฎหมายลูกต้องประกาศใช้  แต่ไปๆ มาๆ ก็มีการตีความว่าเป็นเพียงระยะเวลาในการทำงานของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่รวมเวลาการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

 

ทำให้ล่าสุดกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาเกือบเต็ม 240 วันในการทำงาน และทิ้งเวลาที่เหลือให้ สนช. พิจารณา จึงเป็นที่มาของเงื่อนเวลาผูกพันที่การเลือกตั้งจะไปตกราวเดือน พ.ย. 2561

 

อย่างที่บอกว่านี่คือถนนที่ตรงไปสู่การเลือกตั้ง แต่ใช่ว่าจะแวะลงข้างทาง หรือเข้าซอยอื่นไม่ได้

 ซอยที่เราเห็นแบบชัดๆ มีอยู่สองทาง ที่หากแวะไปก็จะทำให้ถนนสู่การเลือกตั้งต้องยืดยาวออกไปอีก

 

ซอยแรกคือ ซอยที่จะหน่วงเวลาได้ คือการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายลูกอีกสองฉบับที่ยังไม่เรียบร้อย นั่นคือกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. ว่ามีสิ่งใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่   โดยหากมีการยื่นตีความอาจทำให้ระยะเวลาเลื่อนออกไป เพราะไม่มีการกำหนดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการวินิจฉัยข้อสงสัย

 

และยิ่งบวกกับ หากตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องถูกรีเซ็ทใหม่จากการที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามรัฐธรรมนูญใหม่ อาจทำให้เรื่องต้องคาอยู่ในศาลเป็นเวลานานยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในชั้นนี้เมื่อศาลตีความแล้วกฎหมายก็จะประกาศใช้ต่อไปได้ แม้จะมีมาตราที่ขัดก็จะตกไปเป็นมาตราๆ ไม่ได้ตกไปทั้งฉบับ ซึ่งสุดท้ายก็จะต้องประกาศเลือกตั้งอยู่ดี

 

โดยที่ผู้มีอำนาจในการยื่นตีความมีสององค์กรคือ 1.คณะรัฐมนตรี และ 2. สนช.

 

ส่วนอีกซอยหนึ่งที่หากแวะก็จะทำให้ทุกอย่างวนวงจรกลับมาที่เดิม  นั่นคือ การให้  สนช. คว่ำร่างกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง

 

ซึ่งมีการตีความว่าหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ยึดติดเวลาที่เขียนไว้ตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไป เรียกได้ว่าเป็นช่องว่างของจริง ทำให้ต้องมาเขียนกฎหมายกันใหม่ อย่างที่ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนกันอีกกี่ครั้งจึงจะเลือกตั้งได้

 

ใช่ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะขนาดร่างรัฐธรรมนูญของ “บวรศักดิ์” ยังเคยถูกคว่ำมาแล้ว

 

จะเห็นได้ว่า หากมีความต้องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ผู้ที่จะทำก็คือองคาพยพของแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งควบคุมโดย คสช. ทั้งสิ้น

 

การให้กฎหมายผ่านหรือไม่ผ่าน จึงเป็นการแสดงเจตนาที่ชัดเจนของผู้มีอำนาจว่าต้องการให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ หากกฎหมายไม่ผ่านก็มองเป็นอย่างอื่นได้ยากว่าความต้องการของ คสช. คืออะไร

 

ยังต้องลุ้นกันว่าที่สุดแล้วปลายทางของถนนเส้นนี้จะหยุดที่เดือนพฤศจิกายน 2561 หรือไม่ หรือจะต้องถูกต่อไปอีกเรื่อยๆ  เวลาจะเป็นคำตอบ

 

 

 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...