
(Photo by Brendan Smialowski / AFP)
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดึงงบประมาณสร้างกำแพงกั้นสหรัฐฯ และเม็กซิโก อ้างวิกฤตลักลอบเข้าเมือง อาชญากรรม และการค้ายาเสพติด
วันนี้ (15 ก.พ.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเป็นการข้ามอำนาจสภาคองเกรส เพื่อนำงบประมาณ 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปใช้สร้างกำแพงกั้นสหรัฐฯ และเม็กซิโก ท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างหนัก
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า จำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อหยุดยั้งการลักลอบเข้าเมืองที่ส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมและการค้ายาเสพติด
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ไม่พอใจที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณเพียง 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะสมาชิกสภาคองเกรสหลายคน มองว่า การสร้างกำแพงไม่ใช่เรื่องด่วน ไม่ใช่วิกฤตระดับชาติที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อดึงเงินที่ถูกกันไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเอาไปสร้างกำแพง โดยอดีตประธานาธิบดีหลายคน เคยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเรื่องที่เร่งด่วนกว่านี้ เช่น การป้องกันภัยคุกคามจากการก่อการร้าย รับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ทรัมป์จะใช้กลไกนี้เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการของบประมาณตามขั้นตอนปกติ อ้างว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนด้านที่ติดกับเม็กซิโกอยู่ในขั้นวิกฤต จึงจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวเป็นผู้อพยพลักลอบเข้ามาในสหรัฐฯ
แม้ประธานาธิบดีจะมีอำนาจประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ แต่กระบวนการถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดทางให้ผู้ไม่เห็นด้วยสามารถยับยั้งเรื่องนี้ได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าพรรคเดโมแครตอาจนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการทางศาล เพื่อขัดขวางการใช้อำนาจของผู้นำสหรัฐฯ และล่าสุดมีการเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม เคยหารือถึงการยื่นถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่ง
ด้าน นางแนนซี เปโลซี ประธานเสียงข้างมากในสภาคองเกรส จากพรรคเดโมแครต และ นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาสหรัฐฯ (ส.ว.พรรคเดโมแครต) ออกแถลงการณ์ร่วมประณามนายทรัมป์ว่า ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ เป็นการกระทำการนอกเหนือขอบเขตของกฎหมาย ในการหางบประมาณสำหรับสร้าวกแพงตามที่เขาเคยรณรงค์หาเสียงไว้เมื่อปี 2016
ท่ามกลางความคาดหมายว่าทรัมป์จะต้องเผชิญการคัดค้านทางกฎหมายเป็นชุดๆ เลติเตีย เจมส์ อัยการทั่วไปแห่งรัฐนิวยอร์ก แถลงเป็นรายแรกว่าจะยื่นคัดค้านการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติของทรัมป์ ด้วยเตือนว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติโดยปราศจากเหตุผลทางกฎหมายจะก่อวิกฤตรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ คาดหมายไว้แล้วว่าการตัดสินใจของเขาจะก่อการยื่นคัดค้านต่อศาล แต่ก็แสดงความเชื่อมั่นว่าตนเองจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ “แน่นอน ผมคาดว่าคงถูกฟ้อง แต่ผมคิดว่า เราจะชนะ”
คำประกาศของทรัมป์ มีขึ้นหลังจาก ร่างข้อตกลงงบประมาณด้านความมั่นคงทางชายแดน ซึ่งเป็นข้อตกลงประนีประนอมระหว่างรีพับลิกันของทรัมป์กับเดโมแครต ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หลีกเลี่ยงภาวะชัตดาวน์หน่วยงานรัฐบาลบางส่วนไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน แต่มันปราศจากเงินทุนสำหรับสร้างกำแพงชายแดนตามความต้องการของทรัมป์
ข้อตกลงดังกล่าว จะมอบงบประมาณเพียง 1,400 ล้านดอลลาร์เท่านั้น สำหรับสร้างรั้วตามแนวชายแดนทางใต้ของสหรัฐฯ แต่ไม่ใช่กำแพงคอนกรีตที่ประธานาธิบดีต้องการ และน้อยกว่าระดับ 5,700 ล้านดอลลาร์ที่ทรัมป์หวังอย่างมาก
ภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ประธานาธิบดีสามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ แต่ต้องให้เหตุผลอย่างเฉพาะเจาะจง
ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว การประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติจะมีขึ้นขณะประเทศชาติเผชิญวิกฤติร้ายแรง เพื่อให้ประธานาธิบดีสามารถเข้าถึง “อำนาจพิเศษ” ที่บรรจุอยู่ในกฎหมายอื่นๆกว่า 100 ฉบับ เพื่อ ให้มีความยืดหยุ่นในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรออนุมัติจากสภาคองเกรสซึ่งไม่มีเวลาพิจารณาเพียงพอ ในนั้นรวมถึงประกาศกฎอัยการศึก, ระงับเสรีภาพของพลเมือง, ขยายกองทัพ, ยึดทรัพย์สิน, จำกัดการค้า คมนาคมและการทำธุรกรรมทางการเงิน
ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายชี้ว่าการสร้างกำแพงยังไม่จำเป็นเร่งด่วนถึงขั้นต้องใช้ภาวะฉุกเฉิน แต่ถ้าทรัมป์ทำจริง มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจใช้กฎหมายบางมาตราที่เปิดช่องไว้ รวมทั้ง “โยก” งบประมาณจากโครงการของ “กองทัพ” ที่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสแล้วมาเป็นงบสร้างกำแพงแทน เช่นงบของ “หน่วยวิศวกรกองทัพ” ซึ่งถูกตั้งไว้เพื่อป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ แต่ทรัมป์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการสร้างกำแพงคือโครงการก่อสร้างด้านการทหาร