
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ลงพื้นที่ตรวจสอบ ร.ร.แห่งหนึ่ง ในจ.นครราชสีมา
พบชื่อนักเรียนผีรุ่งลุงยัดไส้โรงเรียนขนาดเล็กให้จำนวนนักเรียนครบพอขยับมาเป็นขนาดกลาง เพื่อให้ผู้อำนวยการย้ายไปรับตำแหน่งโรงเรียนขนาดใหญ่ต่อ เชื่อทำเป็นขบวนการหวังเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะปลายทาง
กรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.เขต3 ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายโรงเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบว่ามีโรงเรียนกว่า 10 แห่ง ตกแต่งบัญชีรายชื่อนักเรียน ด้วยการเพิ่มชื่อนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริง หรือนักเรียนผีเข้าไปในบัญชีรายชื่อ เพื่อยกระดับขนาดโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีผลกับการโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษ
วันที่ 30 พ.ย. พันตำรวจโทสามารถ ไชยณรงค์ ผอ. ป.ป.ท. เขต3 เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนใน จ.ยโสธร พบว่าที่โรงเรียนศรแก้ววิทยา มีการใส่ชื่อนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริงเพิ่มเข้าไปในบัญชีรายชื่อนักเรียน เพื่อยกระดับจากโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ทำให้ผู้อำนวยการได้รับการโยกย้ายไปอยู่โรงเรียนยโสธรพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ
โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ทาง ป.ป.ท.เขต3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบรายชื่อของนักเรียน โรงเรียนศรแก้ววิทยาเพิ่มเติม พบว่ามีนักเรียนอยู่จริง 443 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่เกิน 499 คน จึงยังไม่เข้าเกณฑ์เป็นโรงเรียนขนาดกลางที่ต้องมีจำนวนนักเรียนระหว่าง 500-1,499 คน แต่พบว่ามีการเพิ่มรายชื่อนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริงเข้ามาในบัญชีถึง 159 คน ทำให้ยกระดับเป็นโรงเรียนขนาดกลางได้ และมีการโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนยโสธรพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีนักเรียนมากกว่า 4,000 คน ย้ายข้ามขั้นโรงเรียนขนาดใหญ่ไป 1 ขั้น
ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริง พบว่าเป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป จนอายุสูงสุดมากถึง 55 ปีอยู่หลายคน ซึ่งทางโรงเรียนศรแก้ววิทยา อ้างว่าเป็นนักเรียนทางเลือก ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีหลักสูตรนักเรียนทางเลือก แลไม่สามารถออกวุฒิบัตรให้นักเรียนได้ กรณีนักเรียนที่มีอายุขนาดนี้ ควรไปเรียนในหลักสูตรของ กศน.มากกว่า ดังนั้นการตรวจพบครั้งนี้จึงถือว่ามีเจตนากระทำความผิดอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น ป.ป.ท.เขต3 จะสืบสวนสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะเชื่อว่าทำกันเป็นกระบวนการถึงจะผ่านมาถึงขั้นนี้ได้ ส่วนโรงเรียนอื่นๆ กว่า 10 โรงเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับการร้องเรียนมา ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป้าหมายการย้ายไปอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่เพราะคาดหวังที่จะได้ผลประโยชน์จากการเรียกเก็บเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะ