เจ้าหนี้ตามทวงหนี้กับ 2 สามีภรรยาที่ขายหมูแดดเดียว แต่ยังนิ่ง เลยตัดสินใจคว้าหมูเสียบไม้ติดมือกลับมาแทนเงินที่ต้องได้คืน
เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2560 เวลา 17.30 น. ตำรวจ สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ทำการสอบสวนปากคำ นายณัฐิวุฒิ จินดาอินทร์ อายุ 22 ปี พร้อมด้วย น.ส.พัชรินทร์ อุ่นเรือนงาม อายุ 22 ปี สามีภรรยาผู้ค้าส่งเนื้อหมู (เจ้าหนี้) หลังถูกนายอวยชัย จิตรแก้ว อายุ 56 ปี และ น.ส.พิสมัย เชื้อเรณู อายุ 49 ปี สามีภรรยา (ลูกหนี้) เข้าแจ้งความว่า ถูกทั้งสองคนขโมยหมูแดดเดียวเสียบไม้ไปจากแผงหน้าร้านจำนวน 150 ไม้

น.ส.พัชรินทร์ อุ่นเรือนงาม
นายณัฐิวุฒิ และ น.ส.พัชรินทร์ (เจ้าหนี้) กล่าวว่า นายอวยชัยและ น.ส.พิสมัย ติดหนี้เป็นค่าเนื้อหมูสด 15,000 บาท นานเกือบ 1 ปี เมื่อตามทวงก็ไม่ได้คืน จึงตัดสินใจหยิบเนื้อหนูเสียบไม้จำนวน 130 ไม้ไปพร้อมคิดแทนเงินสดไม้ละ 10 บาท (เจ้าหนี้กับลูกหนี้ให้ข้อมูลไม่ตรงกัน โดยเจ้าหนี้บอกว่าเอาไปแค่ 130 ไม้ ส่วนลูกหนี้บอกว่าถูกหยิบไป 150 ไม้)
น.ส.พัชรินทร์ (เจ้าหนี้) เล่าว่า “ผู้ค้าหมูแดดเดียวไม่ยอมจ่ายหนี้ที่ติดมาตั้งแต่ปี 2560 และเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปีที่ผ่านมา ได้มีการเจรจาต่อหน้าตำรวจในเรื่องดังกล่าว โดยทางฝั่งผู้ค้าหมูเสียบไม้รับปากต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่าจะผ่อนคืนให้ มีการทำเป็นลายลักษณ์อักษรและถ่ายภาพเอาไว้ด้วย
แต่ต่อมาทางผู้ค้าก็ไม่ยอมจ่ายตามยอดหนี้ที่ค้างคือ 15,000 บาท จากทั้งหมด 30,000 บาท เมื่อขับรถไปทวงก็ไม่จ่าย จึงตัดสินใจหยิบหมูที่แขวนตกอยู่หน้าร้านไป 130 ไม้ แทนเงินในราคาไม้ละ 10 บาท เป็นเงิน 1,300 บาท ซึ่งระหว่างที่หยิบ นายอวยชัย ก็เห็นและยังช่วยจับสุนัขไม่ให้เข้ามากัดตน ก็ไม่คิดว่าทั้งคู่จะหัวหมอเข้ามาแจ้งความแบบนี้”

น.ส.พิสมัย เชื้อเรณู
ทางด้าน น.ส.พิสมัย (ลูกหนี้) เผยว่า “หมูแดดเดียวเสียบไม้นั้นเป็นของสามี ส่วนคนที่เป็นหนี้นั้น คือตนเอง เมื่อสองสามีภรรยามาหยิบเอาของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องไป โดยที่เจ้าของนั้นไม่ได้ยินยอม จึงเป็นการวิ่งราวทรัพย์ เลยเข้าแจ้งความ”
ทั้งนี้ทางตำรวจ สภ.บางปะกง กล่าวว่า กรณีนี้คดีเป็นคนละส่วนกัน ในส่วนของฝ่ายเจ้าหนี้นั้นเป็นคดีแพ่ง หากต้องการได้ทรัพย์สินหรือหนี้สินคืนนั้น ควรที่จะไปยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งตัดสิน
ส่วนการที่เข้ามาหยิบฉวยเอาทรัพย์สินผู้อื่นไปโดยที่ทางฝ่ายเจ้าของไม่ได้ยินยอมนั้น ถือเป็นการวิ่งราวทรัพย์มีโทษทางคดีอาญา จึงต้องรับแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ และทำการสวบสวนดำเนินคดีไปตามกฎหมายที่กำหนด โดยศาลจะเป็นฝ่ายชี้ถูกผิดให้เอง