Advertisement

SHARE

Back to Healthy School ศธ. เผยโรงเรียนผ่านการประประเมินจากกรมอนามัยแล้วร้อยละ 90 พร้อมเปิดภาคเรียน 1 ก.ค.นี้ โดยโรงเรียนที่จัดเว้นระยะห่างได้มี 31,000 โรงเรียน และอีก 4,500 โรงเรียนให้สลับกันมาเรียน ส่วนโรงเรียนชายขอบไม่อนุญาติให้นักเรียนเดินทางจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียน หากต้องการเรียนให้เข้ามากักตัวก่อน 14 วัน

วันที่ 22 มิ.ย. 63 นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงมาตรการด้านการศึกษาในกรณีที่จะมีการเปิดภาคเรียน วันที่ 1 ก.ค.นี้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีแคมเปญ Back to Healthy School โรงเรียนสุขภาพดี นักเรียนมีความสุข หลังมีการเลื่อนการเปิดเทอมจากเดิมเปิดเทอมในวันที่ 16 พ.ค. – 10 ต.ค. และวันที่ 1 พ.ย. – 31 มี.ค. เป็นวันที่ 1 ก.ค. – 14 พ.ย. และ 1 ธ.ค. – 10 เม.ย. ภาคเรียนใหม่จะมีวันเรียนประมาณ 180 วัน และจะมีวันหยุดที่น้อยกว่าเดิม โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ให้โรงเรียนมีอิสระในการสอนเพิ่ม อาจจะสอนเพิ่มในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือสอนเพิ่มตอนเย็นหลังเลิกเรียน เพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนจะได้รับความรู้ที่ครบถ้วน

วราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ กรมอนามัยและกระทรวงศึกษาธิการได้ออกคู่มือการปฏิบัติของสถานศึกษาแจกจ่ายและทำความเข้าใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในคู่มือได้แบ่งออกเป็น 6 มิติ ในมิติที่ 1 เป็นเรื่องความปลอดภัยจากการลดการแพร่เชื้อโรค จำนวน 20 ข้อ เป็นมิติสำคัญที่สถานศึกษาทุกแห่งจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน ห้ามขาด จึงจะสามารถเปิดเรียนได้ ส่วนที่เหลือ มิติที่ 2-6 รวม 24 ข้อ จะเป็นมิติเพิ่มเติมที่โรงเรียนจะต้องปฏิบัติต่อไป กรมอนามัยจะประเมินจากแบบประเมินที่เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศจนถึงวันนี้ได้มีสถานศึกษาที่ผ่านการประเมินจากกรมอนามัยแล้วร้อยละ 90 ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา ที่สถานศึกษาทั้งหมดจะผ่านเกณฑ์ 20 ข้อนี้ทั้งหมดร้อยละ 100 ก่อนการเปิดภาคเรียน โดยมาตรการหลักที่ใช้ในการตรวจสถานศึกษา ได้แก่ ตรวจอุณหภูมิ ตรวจสอบการสวมหน้ากาก ล้างมือจัดเตรียมสบู่ แอลกอฮอล์ ลดแออัด เว้นระยะห่าง และทำความสะอาดพื้นผิว

ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า ประเด็นที่คาดว่าปฏิบัติได้ยากที่สุดคือ การเว้นระยะห่างในห้องเรียน 1.5 เมตร ซึ่งได้ข้อสรุปว่า โรงเรียนที่สามารถเว้นระยะห่างได้และจัดเรียนได้ตามปกติมีจำนวน 31,000 โรงเรียน ส่วนโรงเรียนที่มาเรียนพร้อมกันไม่ได้ ต้องสลับกันมาเรียนมีจำนวน 4,500 โรงเรียน สำหรับนักเรียนที่ไม่ได้มาเรียน ทางกระทรวงศึกษาธิการได้จัดการเรียนการสอนแบบออนแอร์ และออนไลน์ เพื่อดูแลนักเรียนที่ไม่ได้มาเรียน

จากการประชุมหารือโดยครูและผู้ปกครองที่เป็นกรรมการของสถานศึกษาเพื่อหาวิธีที่จะสลับการเรียนการสอนในโรงเรียนที่จะต้องสลับกันมาเรียนได้ข้อสรุป 5 วิธี คือ
1. เรียน 5 วัน หยุด 9 วัน (อาทิตย์เว้นอาทิตย์)
2. สลับเรียนเช้า-บ่าย
3. สลับวันคี่/วันคู่
4. สลับเรียน
5. เรียนผสม

สำหรับประเด็นอื่น ๆ กรณีรถโรงเรียนทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการดูแลหรือที่โรงเรียนเหมามาเองจะต้องนั่งตามที่กำหนดและสวมหน้ากาก หากที่นั่งตามที่กำหนดไม่พอ ให้เพิ่มจำนวนรถ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้มอบงบประมาณในส่วนนี้ให้กับโรงเรียนแล้ว กรณีเด็กเล็ก จะต้องนอนห่างกัน 1.5 เมตร หันเท้าชนกัน และไม่ต้องสวมหน้ากาก, อาหารกลางวันจะผลัดกันรับประทาน แบ่งให้มี 3-4 ผลัด ระยะเวลาเหลื่อมกัน 30 นาที แล้วแต่จำนวนนักเรียน
การสอบวัดผล กระทรวงศึกษาธิการจะประกาศอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ โดยนักเรียน ม.6 จะต้องสอบ ส่วนนักเรียนชั้นอื่น หากมีการสอบจะต้องมีการปรับตัวชี้วัดในปีที่ประสบปัญหาการติดเชื้อของโควิด-19 เพื่อให้นักเรียนถูกวัดผลได้อย่างยุติธรรม

นายวราวิช กล่าวว่ากรณีที่ร้ายที่สุดหากพบผู้ต้องสงสัยหรือมีเกณฑ์ติดเชื้อภายในโรงเรียนจะมีการคัดแยกผู้มีอาการ แจ้งผู้ปกครอง แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หากตรวจพบเชื้อจะทำการปิดโรงเรียน 3 วันเพื่อทำความสะอาด และผู้ใกล้ชิดกักตัว 14 วัน โดยโควิด-19 ได้ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อต้องการให้ใช้แพลตฟอร์มไทยชนะ โดยเด็กโตสามารถปฏิบัติได้เอง ในส่วนเด็กเล็กให้คุณครูเป็นผู้รวมรายชื่อ เพื่อกระทรวงสาธารณสุขสามารถตรวจสอบได้ในอนาคต
กรณีโรงเรียนชายขอบไม่อนุญาตให้นักเรียนเดินทางเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียนในประเทศจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หากต้องการเรียนจริง ๆ ให้เดินทางเข้าประเทศเพื่อรับการกักตัว 14 วัน และห้ามกลับออกนอกประเทศระหว่างนั้น จึงจะสามารถเข้าเรียนได้ โดยจะมีการเรียนการสอนผ่านทีวี และให้ครูส่งและเก็บใบงานผ่านกล่องทุกวัน เพื่อลดการสัมผัสโดยตรง

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...