{{-- --}}
Advertisement

SHARE

วันที่ 4 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 4 เดือนการหายไปของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมชาวไทยในกัมพูชา ที่ถูกลักพาตัวไปโดยชายนิรนามหลายรายพาตัวเขาขึ้นรถตู้ หลังเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดกระแส #saveวันเฉลิม อย่างแพร่หลาย แต่แม้ได้รับความสนใจจากมหาชนแต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

กิจกรรมเป่าเค้กวันเกิด เนื่องในวันครบรอบวันเกิดของนายวันเฉลิม บริเวณหน้าสถานทูตกัมพูชา วันที่ 11 สิงหาคม 2563

“ครบรอบ 4 เดือน ของการถูกบังคับให้สูญหาย วันเฉลิม(ต้าร์) โดยที่เจ้าตัวและครอบครัวไม่ได้เต็มใจ ไม่ว่าหน่วยงานของรัฐบาลไทยจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการกระทำในครั้งนี้ แต่ท่าทีของทางการไทย ทำการเพิกเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเรารู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าปล่อยให้ทางรัฐบาลทำการแบบนี้ต่อไป จะยิ่งทำให้ทุกคนที่ออกมาเรียกร้อง เสรีประชาธิปไตย มีความเสี่ยงสูงกับการถูกคุกคาม และบังคับให้สูญหาย” สิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิมโพสต์เฟซบุ๊กเนื่องในโอกาสที่น้องชายของเธอหายไปครบรอบ 4 เดือน

ก่อนหน้านี้สิตานันท์เดินทางไปยื่นหนังสือยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอให้ติดตามกรณีสูญหายของน้องชายซึ่ง แม้เป็นผู้ลี้ภัยแต่ก็เป็นพลเมืองสัญชาติไทย ทั้งเดินทางไปยื่นหนังสือแก่ กมธ.กฎหมาย ของรัฐสภาให้ดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิด คณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ออกแถลงการเรียกร้องให้รัฐบาลติดตามการหายตัวไปครั้งนี้เนื่องจากมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองพลเมือง

วันที่ 10 มิถุนายน 2563 นาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตอบกระทู้ถามในรัฐสภาว่า ทางการไทยไปทำการสอบถามไปยังกัมพูชาแล้ว รอทางการกัมพูชาดำเนินการ ต่อมากัมพูชาส่งหนังสือถึงคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติยืนยันว่าทางการกัมพูชารับรู้ว่า วันเฉลิมพำนักอยู่ในกัมพูชาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 หลังจากนั้นวีซ่าขาดไปและไม่พบเบาะแสการหายตัวใด ๆ โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่มีภาพกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้

อย่างไรก็ดี ครอบครัวของวันเฉลิมยังได้พยายามดำเนินการในประเทศกัมพูชาด้วยตนเอง โดยแจ้งความสำเร็จในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 สำนักข่าวประชาไท รายงานว่า การหาทนายเป็นไปอย่างยากลำบาก “ทนายความบางคนก็ถอนตัวเพราะไม่กล้ารับความเสี่ยง” ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ครอบครัวไม่สามารถเดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อให้ปากคำได้ด้วยตนเอง

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่ายังไม่มีรายงานความคืบหน้าการสืบสวนการสูญหายจากทางการกัมพูชาในคดีนี้แต่อย่างใด

เราขอเรียกร้องทางการไทยอำนวยความสะดวกให้กับนางสาวสิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ให้สามารถเดินเข้าไปในประเทศกัมพูชาเพื่อไปให้ปากคำกับอัยการได้ เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ภายใต้การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีการยกเลิกวีซ่าของบุคคลทั่วไปที่จะเข้าประเทศกัมพูชา แต่จะยกเว้นให้ในส่วนของนักธุรกิจและบุคคลที่ได้รับเชิญจากทางการกัมพูชาเท่านั้น หากพี่สาววันเฉลิมไม่ได้รับเชิญจากทางการกัมพูชาก็ไม่สามารถเข้าไปให้ปากคำในคดีได้ ถึงแม้จะมีการแต่งตั้งทนายเพื่อไปแจ้งความคนหายในประเทศกัมพูชาแล้วก็ตาม”

สิตานันท์ยังเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า “แม้ว่าทางการรัฐไทย จะไม่สนใจใยดีกับการหายตัวไปของ วันเฉลิม และ แปดรายก่อนหน้านี้ ทำให้เรารับรู้ได้ว่า การหายไปทั้งหมด เก้าราย เป็นเพราะเค้าเห็นต่างทางการเมือง ต่อรัฐเผด็จการ “

ช่วงปี 2557-2563 นักกิจกรรมไทยในต่างประเทศ 8 รายได้แก่ อิทธิพล สุขแป้น, วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ,สุรชัย ด่านวัฒนาอนุสร,ชัชชาญ บุปผาวรรณ,ไกรเดช ลือเลิศ,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, กฤษณะ ทับไทย, สยาม ธีรวุฒิ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บางรายพบเป็นร่างไร้ชีวิต ยังไม่มีกรณีใดได้รับการสืบสวนถึงต้นสายปลายเหตุอย่างกระจ่างแจ้ง

“เราเป็นหนึ่งในครอบครัวของผู้สูญหาย จะไม่ยอมให้ใครๆต้องหายไปอีกจากการกระทำของรัฐเผด็จการ(ถ้าไม่ใช่ควรแสดงความจริงใจด้วย)”  สิตานันท์เผย

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...