SHARE

คัดลอกแล้ว

ศูนย์วิเคราะห์ทิสโก้ฯ วิเคราะห์ ‘ทรัมป์’ ขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุดในรอบกว่า 100 ปี ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวชัดเจน เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยอาจโตต่ำเพียง 1.45% และอาจปรับลงอีกหากต้องเจรจาต่อรอง

‘คมศร ประกอบผล’ หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากหลายประเทศเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นมาตรการที่เข้มงวดที่สุดในรอบกว่า 100 ปี เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและลดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ส่งผลให้เกือบ 60 ประเทศเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย. ยกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยา และทอง ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่ไม่ถูกตอบโต้โดยตรง ก็เผชิญอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น 10% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เม.ย.นี้

จากอัตราภาษีศุลกากรที่ปรับเพิ่มขึ้นมากนี้ โดยเฉพาะ Reciprocal Tariffs ทาง TISCO ESU มองว่า จะส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับคู่ค้าปรับขึ้นราว 14 จุด (Percentage Point (ppt)) และหากรวมกับการตั้งภาษีนำเข้ายานยนต์ อัตราภาษีเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นราว 16 จุด

ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เคยประเมินว่า ทุก 1 จุดที่อัตราภาษีเฉลี่ยปรับขึ้น จะกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจราว -0.14 จุด ดังนั้น หากมีการปรับขึ้นอัตราภาษีตามที่ประกาศนี้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน และมีโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession Risks) เพิ่มขึ้นมาก

ผลกระทบต่อตลาดเงิน การขึ้นภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) ระยะ 10 ปี ปรับลดลงต่ำกว่า 4.1% ขณะเดียวกัน Fed Funds Futures มอง Fed จะลดดอกเบี้ยมากขึ้นเป็น -3.2 ครั้ง หรือลดลง 0.81% ในปีนี้

ขณะที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้า ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงหนัก โดย Dow Jones ลดลง 1.9% S&P500 ลดลง 2.7% และ Nasdaq ลดลงกว่า 3.3%

ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สะท้อนภาวะเสี่ยงสูง (Risk-off) เป็นวงกว้าง ขณะที่ราคาทองคำยังทรงตัวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์

‘เรามองว่า sentiment ลบในภาพรวมมีแนวโน้มดำเนินต่อไปจนกว่าจะเห็นแนวโน้มการเจรจาผ่อนผันข้อบังคับระหว่างประเทศมากขึ้น’

ด้านเซกเตอร์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มองว่าเผชิญแรงกดดันหนักจะเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูงที่เสี่ยงต่อการถูกโต้ตอบกลับ อาทิ วัสดุอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการสื่อสาร

ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จากอัตราภาษีตอบโต้ที่สหรัฐฯ ประกาศกับไทยที่ 36% TISCO ESU ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมากที่ราว 1.35 จุด จากปัจจุบันที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.8% เหลือเพียง 1.45%

ยังไม่นับรวมผลของมาตรการที่รัฐบาลจำเป็นต้องบังคับใช้เพื่อประโยชน์ต่อการเจรจาต่อรอง เช่น 1. การลดการกีดกันทางการค้า (Non-tariff Barrier) และเปิดเสรีให้กับสินค้าเกษตรสหรัฐฯ มากขึ้น และ

2. การเพิ่มโควต้านำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ของหลายประเทศ อาจส่งผลให้สินค้าไทยที่คล้ายคลึงกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรถูกลดการนำเข้าจากตลาดในต่างประเทศลง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้น และส่งผลกับเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า อาทิ แนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติที่อาจลดลง เนื่องจากอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ทำให้การตัดสินใจย้ายฐานการผลิตทำได้ยากขึ้น

และประเด็นสุดท้าย มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้ง รวม 0.50% ในการประชุมรอบที่ 2 ปี 2568 ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ 1 ครั้ง และอีก 1 ครั้งในช่วงครึ่งหลัง ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอาจลดลงเหลือ 1.50% ภายในสิ้นปีนี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจจีน จากอัตราภาษี Reciprocal Tariff ที่ 34% บวกอัตราภาษีเดิมที่ 20% ทำให้จีนต้องเผชิญอัตราภาษีรวมกว่า 54% ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจจีนราว 1.5-2.0 จุด

ทั้งจากผลกระทบทางตรงผ่านช่องทางการส่งออก และผลกระทบทางอ้อมผ่านความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ตลอดจนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่มีแนวโน้มลดลง และอาจจะกระทบต่อการลงทุนในประเทศของภาคธุรกิจในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลจีนจะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบผ่านการใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น รวมถึงอาจมีมาตรการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ

ผ่านทั้งมาตรการด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff measures) เช่น การควบคุมการส่งออกสินค้าสำคัญไปยังสหรัฐฯ การดำเนินการกับบริษัทสหรัฐฯ หรือการจำกัดการลงทุนของบริษัทจีนในสหรัฐฯ เป็นต้น

TISCO ESU

‘ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์’ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกลยุทธ์การลงทุนหลังทรัมป์ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้า ว่า

จากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ธนาคารทิสโก้คาดว่าหลังจากนี้ธนาคารกลางทั่วโลกมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก เพื่อรองรับกับเศรษฐกิจโดยรวมที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง จึงส่งผลดีต่อราคาตราสารหนี้โลก และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โลก (Global REITs) ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้ธนาคารทิสโก้แนะนำให้ทยอยซื้อ หุ้นประเทศอินเดีย หุ้นประเทศญี่ปุ่น และหุ้นจีน เพราะมูลค่าหุ้น (Valuation) เริ่มน่าสนใจ เศรษฐกิจเติบโตจากการบริโภคในประเทศที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และมีสัดส่วนการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐฯ ต่ำ เมื่อเทียบกับจีดีพีของแต่ละประเทศ

ปัจจุบันประเทศอินเดียมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ อยู่ที่ 2.4% ของจีดีพี ส่วนญี่ปุ่นมีสัดส่วนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.6% ของจีดีพี และประเทศจีนมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เพียง 2% ของจีดีพี

ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับประเทศแคนนาดาที่มีสัดส่วนส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ 19.4% ของจีดีพี และเม็กซิโก้มีสัดส่วนส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ 25.6% ของจีดีพี

นอกจากนี้ ในด้านราคาหุ้นอินเดีย ญี่ปุ่น และจีนยังน่าสนใจ โดยปัจจุบันหุ้นอินเดียมี Forward P/E อยู่ที่ 19.3 เท่า ต่ำกว่าเฉลี่ย 5 ปีที่อยู่ที่อยู่ในระดับ 20.20 เท่า หุ้นญี่ปุ่นมี Forward P/E อยู่ที่ 17.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่อยู่ในระดับ 19.1 เท่า และหุ้นจีนมี Forward P/E อยู่ที่ 11.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่อยู่ในระดับ 11.5 เท่า

ดังนั้น ธนาคารทิสโก้จึงแนะนำให้ลูกค้าใช้จังหวะที่หุ้นย่อตัวลงในช่วงนี้ ทยอยลงทุนในตราสารหนี้โลก Global REITs หุ้นตลาดหุ้นอินเดีย ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดหุ้นจีน

นอกจากนี้ ยังเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นไทยเพิ่ม เพราะมูลค่าหุ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังและลงมาอยู่ในระดับเทียบเท่าช่วงที่เกิดวิกฤติโควิด-19 แล้ว โดยปัจจุบัน Forward P/E หุ้นไทยอยู่ที่ 12.3 เท่า ขณะที่ช่วงโควิด-19 อยู่ที่ 12.9 เท่า

[ ข้อมูลเพิ่มเติม ]

ประเทศสำคัญที่ถูกตั้งกำแพงภาษีศุลกากรตอบโต้ ได้แก่

  • ไทย: 36% (สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยมูลค่า 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • จีน : 34% (สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนมูลค่า 4.6 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 13% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • สหภาพยุโรป: 20% (สหรัฐฯ นำเข้าจากสหภาพยุโรปมูลค่า 6.1 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 18% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • ญี่ปุ่น: 24% (สหรัฐฯ นำเข้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 4.5% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • เวียดนาม: 46% (สหรัฐฯ นำเข้าจากเวียดนามมูลค่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 4.2% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • เกาหลีใต้: 25% (สหรัฐฯ นำเข้าจากเกาหลีใต้มูลค่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 4% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • ไต้หวัน: 32% (สหรัฐฯ นำเข้าจากไต้หวันมูลค่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 3.5% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • อินเดีย: 26% (สหรัฐฯ นำเข้าจากอินเดียมูลค่า 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 3% ของการนำเข้าทั้งหมด)

podcast

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า