พิธีพระราขทานปริญญาบัตร นอกจากเป็นพิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังถือว่าเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบัณฑิตใหม่ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยพระองค์ทรงพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหิดล) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2493 และพระราชทานปริญญาบัตรให้บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยสุดท้ายในปี พ.ศ. 2542
ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เอง เคยมีผู้คำนวณว่า หากเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับนั่งครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมง เท่ากับทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทานใบปริญญา 470,000 ครั้ง
จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้ทรงลดการเสด็จฯ แต่มีพระราชกระแสตอบว่า “เสียเวลายื่นปริญญาบัตรให้บัณฑิตคนละ 6-7 วินาทีนั้น แต่ผู้ที่ได้รับนั้นมีความสุขเป็นปีๆ เปรียบกันไม่ได้เลย” นอกจากนี้ยังรับสั่งว่า “จะพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตปริญญาตรีไปจนกว่าจะไม่มีแรง”
พิธีพระราชทานปริญญาบัตรเกิดครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่เวชบัณฑิต (แพทยศาสตรบัณฑิต) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มพระราชทานปริญญาบัตรตั้งแต่ พ.ศ. 2493 จนต่อมาเมื่อพระชนมายุมากขึ้นประกอบกับทรงพระประชวร จึงต้องยุติพระราชกิจลง โดยพระองค์เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองให้บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยสุดท้าย ในปี พ.ศ. 2542 และในวโรกาสนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาทันตแพทยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระองค์เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ครั้งแรก วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2509 จนถึงครั้งสุดท้ายในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 โดยบัณฑิตคนสุดท้ายของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และถือเป็นบัณฑิตคนสุดท้ายของประเทศไทยที่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ นายเอกอนันต์ ยาโน รหัส 3715222 คณะบริหารธุรกิจ บัณฑิตระดับปริญญาตรี
และในวันที่พระองค์ได้เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรครั้งสุดท้ายนั้น พระองค์ได้พระราชทานพระราชโอวาทความตอนหนึ่งว่า “คนเราถึงจะมีความรู้ความคิดสักเพียงใด ถ้าไม่ลงมือทำ ก็มีแต่พาตัวให้ฟุ้งเฟื่องไปต่างๆ โดยปราศจากประโยชน์และความสำเร็จ เมื่อลงมือทำ ประโยชน์และความสำเร็จจึงจะมีเกิดขึ้น”
ซึ่งตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงพิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่า การปฏิบัติ ลงมือกระทำด้วยความพากเพียรและมุ่งมั่น จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด โดยมีพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงตรากตรำเพื่อพสกนิกรชาวไทย ที่เหล่าปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมนำมาเป็นแบบอย่าง เพื่อดำเนินตามรอยเท้าของพ่อไปตราบนานเท่านาน
ขอขอบคุณ หอประวัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอื้อเฟื้อข้อมูลและภาพ