สำนักจุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการทำร้ายพระสงฆ์ในจังหวัดนราธิวาส พร้อมเรียกร้อง 4 ข้อ ให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง รัฐบาลเร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย
วันที่ 19 ม.ค. แถลงการณ์สำนักจุฬาราชมนตรี เรื่อง ขอประณามกรณีการสังหารพระสงฆ์ อิหม่าม และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสรุปว่า จากเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 18 ม.ค. 2562 มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนยิงใส่วัดรัตนานุภาพ บ้านโคกโก หมู่ที่ 2 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส จนทำให้ พระครูประโชติ รัตนานุรักษ์ เจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี มรณภาพ รวมทั้ง พระสมุห์ อรรถพร ขุนอำไพ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส มรณภาพในที่เกิดเหตุ และมีพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บอีก 2 รูป
เหตุการณ์นี้นับว่า เป็นการก้าวล่วงศาสนาสถานอันเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวพุทธอย่างรุนแรง และบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต่างศาสนาอย่างน่าหดหู่
สำนักจุฬาราชมนตรี ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อบรรดาญาติของผู้สูญเสียทุกคน ผู้ที่เป็นนักบวชทุกรูป รวมถึงประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงนี้ และขอประณามการกระทำอันเหี้ยมโหดและไร้มนุษยธรรมของผู้ก่อความไม่สงบทั้งหลาย ที่พยายามบ่อนทำลายความสงบสุข และกระบวนการสันติภาพในพื้นที่
ทั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรี มีข้อเรียกร้องถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังนี้
- ให้ผู้ก่อการความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ยุติการทำร้ายและสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์และผู้นำศาสนา ได้แก่ พระสงฆ์ อิหม่าม นักพรต นักบวชของทุกศาสนาในทันที
- ให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยกันปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ป้องกันมิให้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชีวิตเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้นำศาสนา และศาสนสถานของทุกศาสนา
- ให้รัฐบาลและเอกชนทุกภาคส่วนเร่งสร้างความเข้าใจต่อประชาชนทุกศาสนา เพื่อให้ตระหนักถึงการรักษาสัมพันธภาพอันดีต่อกันและกันเอาไว้ เพื่อธำรงสันติสุขและความมั่นคงสืบไป ทั้งนี้ เพราะไม่มีศาสนาใดสอนให้ฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ แต่เป็นการกระทำของคนบางกลุ่มที่มุ่งสร้างความแตกแยกเพื่อผลประโยชน์เฉพาะคนเท่านั้น
- ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพ เพื่อหาทางออกจากความรุนแรงที่ยืดเยื้อมายาวนานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน และภาคประชาสังคมทุกหมู่เหล่าให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ต่อไป