“ความมืด ไม่ได้เป็นอันตรายต่อใคร เราทุกคนพบความมืดตั้งแต่ก่อนเกิดและหลังความตาย เราพบเจอมันทุกคืน รวมถึงช่วงเวลาแห่งความเศร้า ความไม่แน่นอนของชีวิต แม้บางครั้งความมืดอาจจะดูน่ากลัว แต่มันก็แฝงไปด้วยความงดงาม ความโรแมนติก”
หากเอ่ยชื่อของ “แต๊งค์-พงศกร มหาเปารยะ” หลายคนอาจจะจำเขาได้ในฐานะของนักแสดงและพิธีกร ยกตัวอย่างผลงานสร้างชื่อที่วัยรุ่นยุคก่อนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีคือบทบาทของ “ปกป้อง” ในเรื่อง “กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้” ซึ่งหลังจากห่างหายวงการบันเทิงไปพักใหญ่ ในครั้งนี้ “แต๊งค์” กลับมาในฐานะศิลปินที่เปิดตัวนิทรรศการภาพเขียนสีน้ำมันเป็นงานแสดงเดี่ยว (Solo Exhibition) ครั้งแรก ในชื่อ “OUT OF THE DARKNESS” โดยได้ “กานต์ จาติกวณิช” น้องสาวมาเป็นผู้ดูแลและคัดสรรผลงานที่สามารถถ่ายถอดและสื่อสารความเป็นตัวของศิลปินออกมาให้ได้มากที่สุด
ที่มาของชื่อ “OUT OF THE DARKNESS”
“งานนี้เป็นงานเปิดตัว หากเปรียบเทียบกับศิลปินก็คงเป็นเหมือนอัลบั้มแรก คำว่า ‘OUT OF THE DARKNESS’ มันก็มีความหมายหลายอย่างที่แฝงอยู่ในงาน สำหรับตัวผมเองในฐานะศิลปินมันก็เป็นการเปิดตัวว่าเรากำลังย้ายมาสู่อาชีพใหม่ ส่วนความหมายด้านศิลปะผมมองว่า สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้วที่เราต้องนิยามตัวเองว่าเป็นศิลปะชนิดไหน จะเป็นแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ ( Impressionism) แนวเสมือนจริง (Realistic) แนวทิวทัศน์ (Landscape) หรือวาดภาพบุคคล (Portrait) ซึ่งงานสมัยนี้อาจจะแตกต่างออกไป จุดประสงค์หลักของงานศิลปะในยุคนี้อาจจะเอาไว้ตกแต่งบ้านหรือเป็นของสะสม ผลงานที่ผมวาดออกมาก็เลยให้ความสำคัญกับการนำไปเป็นของตกแต่ง ผมเองไม่ได้มีสไตล์งานที่ตายตัวชัดเจนหรือแม้แต่โทนสีก็มีหลากหลาย เพราะไม่ได้มาทางสายศิลปะตั้งแต่เด็ก ช่วงสมัยเรียนก็เลือกเรียนด้านวิศวะฯตามที่คุณพ่อคุณแม่แนะนำ แต่เราอาศัยว่าเรามีความชอบในการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก พอโตมาผมก็เริ่มที่จะศึกษางานศิลปะที่มีความคลาสสิคมากขึ้นเช่น งานชิ้นดังๆของศิลปินท่านอื่น ยิ่งเราเรียนรู้มากขึ้นเราก็ยิ่งอินกับมันมากขึ้น จนพอเรามีงานของตัวเองเราก็เลยใส่ความเป็นตัวของตัวเองเข้าไปให้มากที่สุด อาจารย์หลายๆท่านที่มาดูงานผมก็บอกว่า ดูโดยรวมแล้วงานมีความกลมกลืนกันพอสมควรทั้งในเรื่องภาพ อารมณ์และโทนสี”

ภาพวาดวัยเด็กของ ‘แต๊งค์ พงศกร’ ที่ถูกนำมาจัดแสดงในครั้งนี้ด้วย

ภาพส่วนหนึ่งของงาน OUT OF THE DARKNESS
ไม่ได้จบด้านศิลปะแต่เรียนรู้จากประสบการณ์และการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
“จริงๆตอนเรียนไฮสคูล ผมเลือกเรียนโดยแบ่งครึ่งความสนใจ ครึ่งหนึ่งเป็นฟิสิกส์ แคลคูลัสและสถิติ อีกสามวิชาที่เหลือจะเลือกเป็นศิลปะทั้งหมด โดยตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนวิศวะฯ ซึ่งสามารถที่จะเอาไปต่อยอดได้หลากหลาย แม้กระทั่งการมาใช้กับการทำงานศิลปะ องค์ความรู้จากการเรียนวิศวะฯ มันก็ช่วยให้เราสามารถที่จะวางโครงสร้างวิธีคิดได้อย่างเป็นระบบและทำให้เราสามารถเรียนรู้อะไรใหม่ๆได้ง่ายขึ้น อย่างเรื่องการใช้สีน้ำมันผมก็เรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการลองผิดลองถูก เริ่มจากไปซื้อสีที่ B2S มาทดลองด้วยตัวเองทั้งหมด ในอดีตผมเคยมีโอกาสเป็นนักแสดงซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่สิ่งที่เรามีความถนัดเลย ผมเล่นละครไม่เก่ง ร้องไห้ก็ไม่ได้ ต้องเล่นแต่บทที่เป็นตัวของตัวเองเท่านั้นถึงจะเล่นได้ แต่ขณะนั้นการเป็นนักแสดงมันก็สามารถสร้างรายได้ดี ที่บ้านผมจะมีวิธีคิดให้เราต้องดูแลตัวเองหลังเรียนจบทางบ้านไม่ได้ซัพพอร์ต ทำให้เราติดอยู่กับตรงนั้นพักใหญ่ จนสุดท้ายผมก็ตัดสินใจถอยออกมาเพราะรู้สึกว่าตัวเองอาจจะไม่เหมาะ จึงลองเปลี่ยนไปเป็นพิธีกรท่องเที่ยวอยู่สัก 3-4 ปี ซึ่งตรงกับในช่วงแรกของดิจิตอลทีวีที่การแข่งขันเยอะมากในช่วงนั้น หลายรายการถูกยกเลิก จนในที่สุดเราก็ต้องเริ่มมองหาโอกาสใหม่ ผมเลยหันมาจับงานวาดรูปที่เรามีพื้นฐานอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก สมัยเด็กผมเคยวาดรูปกระต่ายหรือรูปสัตว์ ก็ดันมีคนมาขอซื้อตั้งแต่ตอนนั้นในราคา 5,000 บาท ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่ชอบงานเราด้วย ดังนั้นทุกอย่างที่เป็นชิ้นงานของเราวันนี้มาจากการทดลองทั้งหมดผ่านการสังเกตและการลองผิดลองถูกทั้งหมดเลย”

ภาพส่วนหนึ่งของงาน OUT OF THE DARKNESS
ศิลปะที่พาพ้นวังวนซึมเศร้า
“ส่วนตัวผมเองเป็นคนที่มีเรื่องราวในชีวิตที่หลายๆคนอาจจะได้เห็นตามสื่อว่า ผมเองค่อนข้างมีปัญหาในชีวิตพอสมควร เช่น การต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้า ปัญหาในความสัมพันธ์ ความหลัง ความเจ็บปวดและปัญหาสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญเลยที่ผมหันมาหาศิลปะที่ช่วยให้เราได้ใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับตัวเอง บำบัดตัวเอง รักษาตัวเองได้ อาจจะเปรียบเหมือนกับเด็กที่ชอบกัดเล็บอยู่ตลอดเวลา ศิลปะมันช่วยให้เราลืมการกัดเล็บแล้วหันไปทำอย่างอื่นได้ เวลาผมมีปัญหาซึมเศร้า ศิลปะช่วยให้ผมพ้นจากวังวนเดิมๆ เพราะฉะนั้นงานส่วนใหญ่ที่จัดแสดงออกมาจึงเป็นแนวหม่นๆและเน้นสีโทนเย็นเป็นหลัก แม้กระทั่งรูปเครื่องบินที่จัดแสดงโดดเด่นอยู่กลางห้องที่เป็นโทนสีที่สดใสที่สุดก็ยังสัมผัสได้ถึงความหม่นหมองและความเศร้ากอปรอยู่ เพราะหากมองให้ชัดเจนลงไปจะเห็นว่า ถึงสีของท้องฟ้าจะสดใสอย่างไรแต่ในรายละเอียดของภาพกลับเป็นภาพเครื่องบินรบที่ใช้ในสมรภูมิ ซึ่งก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเศร้าและความโดดเดี่ยวที่อยู่ในภาพด้วยเช่นกัน”

ภาพส่วนหนึ่งของงาน OUT OF THE DARKNESS

“แต๊งค์-พงศกร มหาเปารยะ” ศิลปิน
ทำงานร่วมกับน้องสาว “กานต์ จาติกวณิช” คนใกล้ชิดที่สามารถบอกเล่าความเป็นตัวเราจากความเข้าใจ
“ สำหรับชื่องาน OUT OF THE DARKNESS น้องสาวเป็นคนตั้ง ซึ่งจริงๆมันมาจากหลายมุมมอง ในตอนเริ่มต้นเลยเค้ามองว่า มาจากช่วงที่เราโดนล็อคดาวน์จากโควิด-19 งานนี้เป็นงานแรกของ WOOF PACK ด้วยซึ่งก็ปิดไปตั้งแต่ช่วงแรกของการเกิดโควิด-19 ประกอบกับน้องสาวเป็นคนที่รู้จักผมมากที่สุดคนหนึ่ง เขารู้ว่าผมผ่านอะไรมาบ้าง เรื่องราวในชีวิตของผมเป็นอย่างไร ชื่อนี้จึงเป็นชื่อที่เขาตั้งจากความเป็นตัวผมเพื่อถ่ายทอดตัวตนของเราออกมา เราก็เลยอาศัยโอกาสนี้ออกมาจากความมืดด้วยกัน”
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ OUT OF THE DARKNESS ได้ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ถึง 8 สิงหาคม 2563 ที่ WOOF PACK ศาลาแดง ซ.1 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.woofpackbangkok.com