จีนกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ หลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ประชาชนเริ่มหวาดกลัวไม่กล้าใช้ชีวิต ห่วงระบบสาธารณสุขไม่พร้อมหากจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่ง นักเศรษฐศาสตร์มองเศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัวในต้นปีหน้า
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 3 ปี หลังจากที่จีนต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวด จนเกิดกระแสต่อต้านในหมู่ประชาชนที่รู้สึกว่าต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน กลายเป็นการประท้วงลุกลามในหลายพื้นที่ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา
ความไม่พอใจของมวลชน ยิ่งโหมกระพือหนักขึ้น หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารแห่งหนึ่งที่เมืองอุรุมชีในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 คน เนื่องจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาคารไม่สามารถหนีออกมาได้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าให้ความช่วยเหลือ เพราะที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ที่ถูกประกาศล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด นำไปสู่การประท้วงใหญ่ทั่วประเทศเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
กระแสกดดันได้หวนไปสู่รัฐบาล ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เพิ่งรับตำแหน่งผู้นำประเทศสมัยที่ 3 มาหมาดๆ เมื่อข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้ยกเลิกมาตรการคุมเข้ม แต่เลยเถิดไปเป็นการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสีลาออกจากตำแหน่ง การแสดงการต่อต้านและขับไล่ผู้นำอย่างเปิดเผยเช่นนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจเห็นได้บ่อยนัก หรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีน
สถานการณ์บีบคั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลจีนเริ่มมีท่าทีอ่อนลง จากตอนแรกที่ยืนหยัดจะเดินตามยุทธศาสตร์โควิดเป็นศูนย์ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาชีวิตของประชาชนเอาไว้ต่อไป รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ขนานใหญ่ ด้วยการประกาศยกเลิกการแสดงผลการตรวจแบบ PCR ให้ผู้ติดเชื้อที่อาการไม่หนัก หรือไม่แสดงอาการสามารถกักตัวที่บ้านได้ แทนการไปกักตัวตามสถานที่ที่รัฐจัดไว้ให้ และไม่จำเป็นต้องแสดงแอปสถานะสุขภาพเพื่อเข้าอาคารหรือพื้นที่สาธารณะอีกต่อไป รวมถึงการจำกัดขอบเขตการล็อกดาวน์และลดจำนวนวันลงเพื่อให้ส่งผลกระทบต่อผู้คนน้อยที่สุด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาล แม้จะทำให้บรรยากาศในจีนดูเหมือนจะมีความผ่อนคลายมากขึ้น ภาคธุรกิจเริ่มตอบรับกันอย่างคึกคัก แต่ในความเป็นจริงกลับมาพร้อมกับข้อกังวลมากมายถึงความพร้อมในการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ในขณะที่ความคาดหวังถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้เท่ากับก่อนเกิดโรคระบาดยังคงดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ห่างไกล
ผู้ติดเชื้อมากขึ้นหวั่นกระทบระบบสาธารณสุข
หนึ่งในความกังวลที่ตามมาหลังจากรัฐบาลจีนตัดสินใจยกเลิกมาตรการควบคุมการระบาดเข้มงวดเกือบทั้งหมดตั้งแต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 ธ.ค.) ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า จีนอาจมีโอกาสได้เห็นผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในจีนขณะนี้ เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ระบาดเร็ว ซึ่งจะสวนทางกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มีการรายงานจากทางการที่ลดจำนวนลง เพราะการผ่อนปรนนโยบายตรวจหาเชื้อที่มีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้
นพ.จง หนานซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินทางหายใจชั้นนำของจีนซึ่งบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาด้านสาธารณสุขของประเทศมาตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาแสดงความกังวลถึงสถานการณ์ในอนาคต
นพ.จงอธิบายว่า ไวรัสโอไมครอนที่ระบาดอยู่ในจีน ทำให้สถานการณ์ตอนนี้ มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปอย่างรวดเร็ว จากผู้ป่วยเพียงหนึ่งคน สามารถแพร่เชื้อให้คนรอบข้างได้อีก 22 คน ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการป้องกันและควบคุมที่แข็งแกร่งมากเพียงใด ก็เป็นการยากที่จะตัดตอนวงจรการแพร่ระบาดลงได้อย่างสิ้นเชิง
ความกังวลถึงจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดคำตามต่อมาถึงความพร้อมในการรับมือของระบบสาธารณสุขของจีน ในขณะที่ผู้สูงอายุอีกหลายล้านคนยังไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับแล้วแต่ยังไม่ครบ ยิ่งทำให้มีความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับงบประมาณ และจำนวนเตียงในโรงพยาบาลสำหรับการรับมือในกรณีที่มีผู้ป่วยอาการหนักจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งคำเตือนถึงจำนวนผู้เสียชีวิตที่อาจมากถึงหลักล้านคนหากรีบผ่อนคลายในขณะที่ยังไม่มีความพร้อมมากพอ
แม้รัฐบาลจีนจะมีแผนเพิ่มขีดความสามารถของสถานพยาบาลในระดับมณฑล พร้อมส่งบุคลากรการแพทย์จำนวนมากไปประจำการยังโรงพยาบาลต่างๆ ในท้องถิ่น เพื่อรองรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 และเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง แต่แผนการดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกผ่อนคลายจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพราะการดำเนินการดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหลายเดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์
กิจกรรมธุรกิจไร้สัญญาณฟื้น ความท้าทายใหม่ของรัฐบาล
ในขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ขานรับการผ่อนคลายมาตรการของรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือผลกระทบที่จะตามมาหลังจากที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มมีสัญญาณออกมาให้เห็นบ้างแล้วในเมืองใหญ่ๆ รวมถึงกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ บรรดาธุรกิจห้างร้านหลายแห่งยังคงปิดทำการ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะมีพนักงานติดเชื้อและต้องกักตัวที่บ้าน
ขณะเดียวกัน การผ่อนคลายมาตรการคุมระบาดยังสร้างความสับสนให้กับประชาชนบางส่วน เปลี่ยนจากความอึดอัดจากการอยู่ภายใต้มาตรการคุมระบาดเข้มงวด มาเป็นความหวาดกลัว และความรู้สึกที่ต้องต่อสู้กับโรคระบาด ชาวจีนหลายคนพบว่า หลังจากการประกาศผ่อนคลาย พวกเขามีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดที่กลายเป็นผู้ติดเชื้อจำนวนมาก
โดยสำนักข่าวเอเอฟพีได้รายงานบรรยากาศในกรุงปักกิ่งหลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการคุมระบาดว่า ยังคงเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ร้านอาหารและธุรกิจขนาดเล็กหลายสิบแห่งยังคงไม่เปิดให้บริการ โดยมีการติดป้ายระบุว่า “ปิดชั่วคราว” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดแต่อย่างใด ขณะที่แพลตฟอร์มจัดส่งสินค้าและอาหารออนไลน์หลายแห่ง กลับกำลังประสบกับปัญหาขาดแคลนพนักงานส่งของ เนื่องจากประชาชนหวาดกลัวไม่กล้าออกจากบ้าน และหันมาใช้บริการสั่งสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น
นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนมากยังพากันกักตุนยาแก้หวัด ยาแก้ไข้ และชุดตรวจแอนติเจน จนกลายเป็นของหายากและขาดแคลนในร้านขายยาหลายแห่ง โดยชาวจีนรายหนึ่งได้เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า เพื่อนของเขาติดเชื้อโควิด-19 จากการตรวจแอนติเจน แต่ไม่ได้รายงานต่อทางการหรือไปโรงพยาบาล ทำให้เขาไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะคิดว่ามีคนอีกจำนวนมากที่ทำเช่นเดียวกัน
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นักเศรษฐศาสตร์มองว่า แม้จีนจะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดลงแล้ว แต่แนวโน้มการใช้จ่ายจะถูกยับยั้งจากความกังวลในเรื่องแรงงานและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยนักเศรษฐศาสตร์บางคนได้ลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในช่วงต้นปีหน้าลงมาอยู่ระดับเดียวกับตัวเลขการเติบโตในปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เลวร้ายที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ
สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่รัฐบาลจีนต้องเผชิญในการพยายามสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อให้อยู่ในระดับที่รับมือได้ และสร้างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน
ที่มา: Channel News Asia, Financial Times, Al Jazeera