SHARE

คัดลอกแล้ว

“ความจริงเธอถูกขู่ฆ่าขู่เข็ญ

ทั้งเช้าเย็นไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน

จะกลับมาเมื่อไรนั้นไม่รู้เลย”

นี่เป็นท่อนหนึ่งของเพลง ‘สาวน้อยกลับบ้าน’ ที่ร้องโดยอ้อย กะท้อน ที่กำลังเป็นไวรัลอีกครั้ง จากการที่โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง จ.สมุทรปราการ หยิบเพลงนี้มาโชว์บนเวทีชิงช้าสวรรค์ 2025 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากโชว์จะสะกดใจทุกคนแล้ว เนื้อหาของเพลงที่ทรงพลัง ยังทำให้คนจำนวนมากนึกถึงการ ‘ตกเขียว’ ปัญหาค้ามนุษย์ซึ่งสะท้อนรอยด่างของสังคมไทยในอดีต

[เจ้าถูกพ่อแม่ขายจากเมืองปงนี้ ไปอยู่ที่เมืองเจแปน]

เพลงสาวน้อยกลับบ้าน เล่าเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง โดยมี อ.ปง จ.พะเยา เป็นฉากหลัง เธอถูกที่บ้านขายไปทำงานค้าบริการที่ประเทศญี่ปุ่น

นี่คือสิ่งที่คนในยุคนั้นเรียกว่า ‘ตกเขียว’ คือการที่พ่อแม่ขายลูกสาว เพื่อเข้าสู่การค้าบริการทางเพศ

คำว่า ‘ตกเขียว’ เดิมทีมาจากการซื้อพืชผลการเกษตร โดยพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 อธิบายคำว่าตกเขียวว่า เป็นวิธีการที่นายทุนทำสัญญาซื้อขายข้าวหรือผลไม้ตามที่ตกลงกันกับชาวนา ชาวสวน หรือชาวไร่เมื่อข้าวลัดใบหรือผลไม้ยังอ่อนอยู่ โดยตกลงกันว่านายทุนจะได้ข้าวเปลือกหรือผลไม้นั้นไปหลังจากนวดข้าวแล้วหรือเมื่อผลไม้นั้นแก่เต็มที่แล้ว เช่น ตกเขียวลำไย

ต่อมาคำนี้ถูกใช้ในอีกความหมาย หมายถึงการที่พ่อแม่รับเงินจากนายทุนซึ่งจ่ายให้เป็นค่าตัวเด็กผู้หญิงไว้ล่วงหน้า แล้วนายทุนจะมารับตัวเด็กไปเพื่อค้าประเวณีเป็นการใช้หนี้คืนให้แก่นายทุน

วาณิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนชื่อดัง ตีความคำว่า ‘ตกเขียว’ ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2537 โดยคำว่าเขียว อาจมองได้ว่านายทุนจะเข้าถือสิทธิ์ในตัวเด็ก เมื่อเด็กจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 6 ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับในขณะนั้น

วาณิชอธิบายว่า เมื่อเด็กจบชั้นประถมปีที่ 6 ก็จะได้เวลาแตกเนื้อสาวใช้การได้พอดี เอาตัวไปก่อนหน้านั้นก็ดูจะเร็วเกินไป ที่ว่าใช้ได้พอดีนี้หมายถึงใช้อย่างเขียวๆ ยังไม่สุกยังไม่แก่ เด็กก็คงจะอายุในราวสิบสามสิบสี่ขวบ เป็นมะม่วงก็เป็นมะม่วงขบเผาะ ไม่ใช่มะม่วงปากตะกร้อ

บทความจากไทยรัฐออนไลน์ โดยอาสาม ไทม์แมชชีน เล่าเพิ่มว่า คำว่าตกเขียว ถูกใช้อย่างกว้างขวาง และกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ในยุคของรัฐบาล นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงปี พ.ศ.2536-2537

โดยในตอนนั้น นายอาทร จันทวิมล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในระหว่างการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2537 ตอนหนึ่งระบุว่า จากเอกสารข้อมูลระบุว่า หมู่บ้านที่มีเด็กหญิงเสี่ยงต่อการเป็นโสเภณีมีอยู่ 4 จังหวัด บางหมู่บ้านมีการจองตัวกันล่วงหน้า ด้วยการมอบเงินให้พ่อแม่เด็กหญิงเหล่านั้น หรือเรียกว่า ‘ตกเขียว’ เรียบร้อยแล้ว

ในบางพื้นที่ยังระบุปลายทางของการเป็นโสเภณี ไม่ว่า หาดใหญ่ มาเลเซีย หรือ ญี่ปุ่น ส่วนต้นทางนั้นมาจาก 4 จังหวัด ซึ่งทุกจังหวัดล้วนอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือทั้งสิ้น

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ส.ส.พะเยา (ขณะนั้น) เปิดเผยว่า เอเย่นต์จะติดต่อกับทางพ่อแม่ของเด็ก โดยให้ราคา 10,000 บาท, 30,000 บาท และ 50,000 บาท ต่อคน หลักเกณฑ์จะดูตามความสวย ผิวพรรณ ซึ่งการซื้อขายจะไม่มีการทำสัญญา และไม่กำหนดระยะเวลา เอเย่นต์จะไม่กล้าเบี้ยวเพราะจะเป็นคนมีอิทธิพลในจังหวัด

ซึ่งถ้าต้องการไถ่ตัว ค่าตัวจะเพิ่มขึ้นเป็นเงินหลักแสนบาท โดยจะมีการบวกเงื่อนไขไปมากมาย ทำให้พ่อแม่ไม่สามารถไถ่ตัวได้ และจะเป็นหนี้ผูกมัดจนกว่าเด็กจะโทรมจึงจะปล่อยตัว

[โดนตบโดนตีอีกเป็นโรคร้าย กลับมาเมืองไทยแค่เพียงกระดูก]

ครูสลา คุณวุฒิ หนึ่งในกรรมการชิงช้าสวรรค์ 2025 บอกว่าโชว์ของโรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง สะเทือนใจมาก ก่อนเปิดเผยประสบการณ์ที่เคยได้เห็นหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในประเทศญี่ปุ่นด้วยตาของตัวเอง

ครูสลาบอกว่า ตอนรับราชการครู เคยไปดูงานที่ญี่ปุ่น และทางญี่ปุ่นพาไปเยี่ยมสาวคนไทยที่ไปรับตัวมาอยู่ที่สถานที่พักฟื้นหลังจากถูกหลอกมา โดยปากของเธอคนนั้นไม่มีเลือด ซีดไปหมดเลย

ครูสลายังเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นว่า ญี่ปุ่นได้พาไปดูจุดที่คนไทยเสียชีวิตเพราะถูกทิ้งด้วย

“บางคนพอโดนทิ้งมา ไม่มีแม้แต่บ้านจะอยู่ แล้วอากาศที่ญี่ปุ่นมันหนาวมาก บางคนไปเอากล่อง เอาลังทีวีไปทำเป็นบ้านนอนอยู่ใต้สะพาน แล้วก็ขาดใจตายที่นั่น แล้วเขาก็กลับบ้านด้วยกระดูก”

แม้คำว่า ‘ตกเขียว’ อาจไม่ได้ยินหนาหูเหมือนเมื่อก่อนแล้ว โดยมูลนิธิกระจกเงาให้ข้อมูลเมื่อปี 2554 ว่า ปัจจุบันการตกเขียวเด็กผู้หญิง ได้ย้ายฐานจากภาคเหนือของประเทศไทย ไปยังประเทศลาว

โดยเด็กสาววัยรุ่นจากประเทศลาวจำนวนมาก ถูกนายหน้านำพามาขายบริการในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะสภาพทางกายภาพที่เด็กลาวหน้าตาดี สื่อสารด้วยภาษาไทยที่เข้าใจกันได้ และราคาถูก

ขณะเดียวกัน ข่าวการชักนำเด็กผู้หญิงเข้าสู่การค้าบริการทางเพศ ยังคงมีอยู่ ทั้งที่ถูกล่อลวงและสมัครใจ แถมยังปรับรูปแบบไปตามยุคสมัยและสภาพสังคม ตั้งแต่ไปขายบริการต่างประเทศ ลวงไปเป็นเจ้าสาว หรือแม้แต่กรณีล่าสุด คือการหลอกหญิงไทยกว่า 100 คน บังคับรีดไข่สืบพันธุ์ในประเทศจอร์เจีย โดยบอกว่าไปรับจ้างอุ้มบุญถูกกฎหมาย

podcast

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า