Advertisement

SHARE

วันที่ 26 พ.ย.2562 เวลา 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้อง
นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 1, น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร จำเลยที่ 2, น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร จำเลยที่ 3, นายกริช วิปุลา นุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร จำเลยที่ 4 และน.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ จำเลยที่ 5 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ให้นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พานทองแท้ ชินวัตร ต้องเสียภาษีอากรหรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสียจากการซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชัน จำกัด เมื่อปี 2549 เสียหายกว่า 7,900 ล้านบาท

พานทองแท้ ชินวัตร

สำหรับคดีนี้จากกรณีเมื่อปี 2549 นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด คนละ 164,600,000 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นๆละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาท ซึ่งการกระทำของพวกจำเลยดังกล่าวนั้นทำให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และราชการได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ค.59 เห็นว่านางเบญจา อดีต รมช.คลัง, น.ส.จำรัส, น.ส.โมรีรัตน์ และนายกริช อดีตผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร จำเลยที่ 1-4 มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ส่วน น.ส.ปราณี คนใกล้ชิด เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 จึงให้จำคุก 2 ปี เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งหมดไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ ต่อมาจำเลยทั้ง 5 ยื่นอุทธรณ์คดี และได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี คนละ 300,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วโดยพิจารณาคำอุทธรณ์ของจำเลยทุกประเด็นทั้งเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์และ ประเด็นว่าการตอบข้อหารือของจำเลยที่ทำหนังสือสอบถามกรมสรรพากร ก่อนทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ กับเหตุผลสมควรลงโทษสถานเบาหรือให้รอการลงโทษจำคุกหรือไม่นั้น โดยศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ทุกประเด็นในคำอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 5 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 5 ไม่รอการลงโทษนั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย โดยตามสภาพความผิดของจำเลยทั้ง 5 เป็นการกระทำโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายและความน่าเชื่อถือในการจัดเก็บภาษีอากรของประเทศชาติพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยจะอ้างว่าเรื่องนี้ในที่สุดแล้วก็มิได้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษายึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว และศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีของกรมสรรพากรไปแล้ว มาเป็นข้ออ้างเพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์ รอการลงโทษไม่ได้ อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง ศาลให้ประกัน ! ‘เบญจา หลุยเจริญ’ และพวก คดีช่วย โอ๊ค – เอม เลี่ยงภาษี

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...