Advertisement

SHARE

บางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นอีกหนึ่งเขตที่พรรคพลังประชารัฐสามารถปักธงเอาชนะการเลือกตั้ง โดย ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ทำคะแนนไปได้ 27,489 เสียง เอาชนะทั้ง พริษฐ์ วัชรสินธุ และตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากประชาธิปัตย์และเพื่อไทย สองพรรคเจ้าของพื้นที่เดิม

พื้นที่เขต 13 บางกะปินี้ยังถือเป็นพื้นที่สำคัญ เพราะเป็นพื้นที่เดิมของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทย ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ส่งพริษฐ์ วัชรสินธุ หลานอดีตหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงสนาม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองพรรค แต่ผลออกมาสร้างความฮือฮาในแวดวงการเมือง หลังจากผู้ชนะกลับมาจากพรรคพลังประชารัฐ

เลือกพลังประชารัฐเพราะทำงานลงพื้นที่จริง

วันที่ 21 เมษายน 2562 ทีมข่าวเวิร์คพอยท์ ลงพื้นที่ไปติดตามการเลือกตั้งใหม่ ในหน่วยเลือกตั้ง 32 เขตเลือกตั้งที่ 13 ที่โรงเรียนลำสาลีบำรุงราษฎร์ เราได้พบกับ คุณครูท่านหนึ่ง อายุ 43 ปี ที่เดินทางมาร่วมลุ้นคะแนนของผู้สมัครในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เธอบอกกับเราว่า เธอมีสิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้ง 31 บ้านอยู่ไม่ไกลมากนักจึงมาสังเกตการณ์ด้วย

(ภาพจากพรรคพลังประชารัฐ)

ครูผู้หญิงท่านนี้ เปิดเผยว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม เธอเลือกผู้สมัคร ส.ส. จากพรรคพลังประชารัฐ ทั้งที่ผ่านมา เธอคือฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ เลือกประชาธิปัตย์มาโดยตลอด ส่วนพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ เธอออกตัวว่า ไม่เชื่อใจและไม่รู้จักผู้สมัครสองพรรคนี้

ส่วนเหตุผลที่เธอแปรผันจาก “ประชาธิปัตย์” มากาให้ “พลังประชารัฐ” เรื่องแรก คือ วุติภาวะของผู้สมัคร ที่ ผู้สมัครจากประชาธิปัตย์เด็กเกินไป อายุเท่ากับน้องชายของเธอเอง ขณะที่ ผู้สมัครจากพลังประชารัฐ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ เธอรู้จักและเคยร่วมงานด้วยในมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ จึงไว้วางใจได้ ว่า เป็นคนทำงานลงพื้นที่จริง หากมีปัญหาเรื่องเดือดร้อนก็เชื่อว่า จะติดต่อขอความช่วยเหลือและเข้าถึงตัวได้ง่ายกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ

นอกจากนี้ เธอยังมองว่า “กระแสลุงตู่” ก็มีส่วนช่วยทำให้ผู้สมัครจากพลังประชารัฐชนะในเขตบางกะปิได้อย่างแท้จริง ประกอบกับมีฐานเสียงของพ่อที่เคยเป็น ส.ก. ในพื้นที่หนุนนำอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องพลิกความคาดหมาย ที่พลังประชารัฐจะมาล้างบางประชาธิปัตย์ หรือ แม้แต่ขุดรากความนิยมของเพื่อไทยในเขตบางกะปิได้อย่างสิ้นเชิงเช่นนี้

ดูเหมือนนิยามคำว่า “ส.ส.” คือ “ผู้แทนราษฎร” ยังคงเด่นชัดและอยู่ในความต้องการส่วนลึกของคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ใช่เพียงกระแสการมองหา “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” เท่านั้น

“ประชาธิปัตย์ยึดมั่นในหลักการ” เสียงจากผู้กาให้ไอติม

มาที่ฐานเสียงเหนียวแน่นของประชาธิปัตย์ ทีมข่าวเวิร์คพอยท์ เข้าไปพูดคุยกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกท่านหนึ่งในย่านลาดพร้าว อายุ 49 ปี ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เธอเปิดใจว่า เลือกเพราะพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ที่ผู้สมัคร

“พี่เชื่อหลักการ คนไป หลักอยู่…ประชาธิปัตย์ทำตัวเป็นสถาบันไม่ใช่ทำตามนโยบายหัวหน้าพรรค อย่างน้อยมีหลักว่า ข้ามเส้นนี้ไม่ทำ เป้าหมายก็สำคัญแต่วิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย”

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนนี้ บอกว่า กระแสลุงตู่ไม่ได้ทำให้ความคิดแปรผันไปจากประชาธิปัตย์ เพราะหลายสิ่งที่ทำดี เช่น เรื่องป่าไม้ การแก้ไขกฎหมายบางอย่างที่ยากมากในรัฐบาลปกติ และหนี้นอกระบบ แต่ถ้ามองในระดับลึกเรื่องหนึ่ง หากจะกลับมาในระบอบประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งครั้งนี้กลับมีการวางเกมเชิงนโยบาย จนดูแล้วต้องตั้งคำถามเรื่องหลักการ “ทำให้พลังประชารัฐไม่โอเคสำหรับเรา”

ทั้งหมดนี้ประชาธิปัตย์เองต้องเอากลับไปคิดด้วยนะ ไม่ใช่ว่าพี่หลับหูหลับตาเลือกประชาธิปัตย์ แต่บทเรียนที่คุณได้ในตอนที่คุณมีโอกาสเป็นรัฐบาลต้องถามด้วยว่า คุณได้ทำอะไรที่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนอะไรบ้าง เพราะว่ามันคือผลงานที่จะทำให้คุณกลับมาได้อีก ถ้าหากคุณยังยึดถือหลักการแต่คุณยังไม่มีเกม คุณมีหลักการแล้วคุณต้องมีเกมด้วย แต่ต้องรู้จักวางเกม ที่จริงคือต้องมีผลงานที่ชัดเจน ถามว่าคนที่เลือกประชาธิปัตย์ก็ผิดหวังกับผลงาน แต่สุดท้ายเราไม่มีตัวเลือกที่มันเหมาะกับนิสัยเรา เราก็ยังเลือกคุณอยู่ แต่คุณจะไปถึงไหนไหม สมมุติว่ากลับมาทำงานอีกก็แปลว่า หลักการที่ใหญ่ต้องมีอยู่ แต่ต้องมีบางอย่างต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้วยสิ่งที่ชัดเจนมาก แม้แต่ความไม่ดีเล็กๆ ตามน้ำก็ต้องจัดการให้ถูกต้องด้วยเหมือนกันไม่ใช่จะทำได้แบบเดิม

คนใกล้ตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้งท่านนี้ ก็เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่การเลือกตั้ง62 ก็หันไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ เพราะเหตุผลที่ยอมทิ้งหลักการ เพื่อต้องการผลเฉพาะหน้าให้สำเร็จนั้นคือ เขามองว่าถ้าจะปราบทักษิณให้ได้ ตอนนี้มีแต่ประยุทธ์คนเดียว แม้จะเสียใจกับประชาธิปัตย์แต่เพื่อให้ได้ผลนี้พวกเขายอมทิ้งหลักการนี้ก่อน

นอกจากนั้นแล้ว หลังวันเลือกตั้งเธอได้คุยกับน้องๆ ที่แผนกในที่ทำงานเดียวกัน โดยยอมเปิดเผยว่า ได้เลือก “พรรคอนาคตใหม่” ที่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งให้เหตุผลว่าที่เลือกพรรคนี้ เพราะ “เบื่อ” เธอเข้าใจว่า น้องที่แผนกคนนั้นคงเบื่อพรรคการเมืองเก่าๆ และเป็นสิทธิที่แต่ละคนจะเลือกใครก็ได้

ปิดท้ายการสัมภาษณ์ด้วยคำถามที่ว่า อึดอัดหรือไม่ที่ผ่านมากว่า 1 เดือนยังไม่เห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่? เธอตอบเราว่า “ไม่ เฉยๆ” เพราะคิดว่า น่าจะมีเลือกตั้งใหม่จากทั้งสองฝ่ายคู่ตรงข้ามที่เห็นตรงกันว่า จะล้างกระดานเลือกตั้งใหม่ แต่เหตุผลคนละแบบแต่ต้องดูว่าเหตุผลไปจนสุดหรือยัง เพราะถึงมีรัฐบาลใหม่ตอนนี้ก็น่าจะอยู่ได้ไม่นานต้องยุบสภาและมีเลือกตั้งใหม่อยู่ดี

ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการรวมทั้งเขตก่อนการเลือกตั้งใหม่ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มี.ค.) 1.น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ (พลังประชารัฐ) 27,489 คะแนน, 2.นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส (เพื่อไทย) 23,912 คะแนน 3.น.ส.ณิชชา บุญลือ (อนาคตใหม่) 23,707 คะแนน, 4.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ประชาธิปัตย์) 17,958 คะแนน

ขณะที่เฉพาะการเลือกตั้งซ่อม หน่วยเลือกตั้ง 32 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 1. น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ (พลังประชารัฐ) 96 คะแนน, 2.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ประชาธิปัตย์) 96 คะแนน, 3.นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส (เพื่อไทย) 57 คะแนน, 4. น.ส.ณิชชา บุญลือ (อนาคตใหม่) 44 คะแนน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้ง 62 : วิเคราะห์เขตช้างชนช้าง “บางกะปิ” ศึกหัวกะทิคนรุ่นใหม่เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...