{{-- --}}
Advertisement

SHARE

วัคซีนโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดและบริษัทแอสทราเซเนกาซึ่งหลายชาติรวมทั้งไทยเพิ่งลงนามจอง ต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติม หลังมีหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงผลการทดลอง

วันที่ 27 พ.ย. 2563 นายปาสคาล โซเรียต ซีอีโอบริษัทแอสทราเซเนกา (Astrazeneca) บริษัทยาซึ่งร่วมพัฒนาวัคซีนโควิด-19 กับมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อวานนี้ (26 พ.ย.) ยอมรับว่าวัคซีนโควิด-19 ของทางบริษัทจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของวัคซีน หลังผลการทดลองที่เปิดเผยออกมาถูกตั้งคำถามอย่างมาก

วัคซีนโควิด-19 ของแอสทราเซเนกาและมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ถูกออกแบบให้ต้องใช้ 2 โดส โดยแต่ละโดสต้องทิ้งระยะ 4 สัปดาห์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมพัฒนาได้เปิดเผยผลการทดลองว่า วัคซีนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพต่อต้านเชื้อโควิด-19 เฉลี่ย 70%

วัคซีน โควิด-19 อ็อกซ์ฟอร์ด แอสตร้าเซนเนก้า AFP1163

แต่ผลการทดลองดังกล่าวเกิดข้อสงสัย เนื่องจากการทดลองแรก ทีมนักวิจัยให้วัคซีนโดสที่ 1 แค่ครึ่งโดสกับอาสาสมัครราว 3,000 คน ก่อนจะให้โดสที่ 2 แบบเต็มโดสตามไป ให้ประสิทธิภาพถึง 90% แต่การทดลองอีกชุดที่ทำกับอาสาสมัคร 9,000 คน และให้วัคซีนเต็มโดสทั้ง 2 โดสตามปกติ กลับมีประสิทธิภาพต้านเชื้อน้อยกว่า โดยอยู่ที่ 62%

ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภูมิคุ้มกันชี้ว่า การสรุปผลการวิจัยด้วยการนำผลการทดสอบมาเฉลี่ยกันแบบที่ทีมวิจัยของแอสทราเซเนกาและมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดนำเสนออาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะการทดลองทั้งสองครั้งมีความแตกต่างกัน ขณะที่ซีอีโอของแอสทราเซเนกายืนยันว่า นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดระหว่างการทดลอง

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า วัคซีนโควิด-19 ของแอสทราเซเนกาและมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด น่าจะเป็นหนึ่งในสามวัคซีนที่น่าจะได้รับอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในปีนี้ ซึ่งแม้จะเกิดคำถามถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของวัคซีนชนิดนี้ แต่รัฐบาลอังกฤษก็ยังร้องขอให้หน่วยงานสาธารณสุขพิจารณาว่า วัคซีนของแอสทราเซเนกาและมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด สามารถใช้ได้ในกรณีฉุกเฉินหรือไม่ ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า จะรอผลการทดลองอย่างเป็นทางการต่อไป

โดยล่าสุดมีหลายประเทศที่ลงนามจองวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทนี้ เช่นรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่สั่งจองวัคซีนโควิด-19 จากแอสทราเซเนกาและมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด 2.6 ล้านโดส เช่นเดียวกับรัฐบาลไทยที่เพิ่งลงนามจองวัคซีนของบริษัทนี้ 26 ล้านโดส ภายในกลางปี 2564 ซึ่งจะครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยง 13 ล้านคน

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...