{{-- --}}
Advertisement

SHARE

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2564 เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์กรณีกะเหรี่ยงบางกลอยกว่า 30-40 คน เดินเท้ากลับ ‘ใจแผ่นดิน’ ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านห้วยกระซู่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี เนื่องจากไม่มีที่ทำกินจึงตัดสินใจกลับไปอยู่บ้านเดิม เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐในการแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากร โดยทางเครือข่ายฯ กังวลว่าเจ้าหน้าที่อาจจับกุมดำเนินคดีหรือใช้ความรุนแรงรูปแบบอื่นกับชาวบ้านที่หนีกลับ ‘ใจแผ่นดิน’ พร้อมเรียกร้องให้สังคมร่วมกันจับตาสถานการณ์

สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวชายขอบรายงานว่า ชาวบ้านบางกลอยกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนพากันเดินเท้ากลับขึ้นไปยังหมู่บ้านบางกลอยบน ที่อยู่ในป่าใหญ่ใจแผ่นดิน หลังจากชาวบ้านบางกลอยทั้งหมู่บ้านถูกอพยพลงมาตั้งแต่ปี 2539 แต่อยู่ไม่ได้เพราะไม่มีที่ทำกิน จนต้องหนีกลับขึ้นไปอยู่บ้านเดิมมาแล้วครั้งหนึ่ง กระทั่งอุทยานฯ ใช้ยุทธการตะนาวศรีเผากระท่อมและยุ้งข้าวของชาวบ้านเมื่อปี 2554 กดดันพวกเขาให้ย้ายลงมาอยู่หมู่บ้านบางกลอยล่าง ก่อนจะนำไปสู่การหายตัวไปของ บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย พยานคนสำคัญในคดีที่ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในข้อหารื้อทำลาย เผาบ้านเรือน และทรัพย์สินของชาวบ้าน

สำนักข่าวชายขอบยังรายงานด้วยว่า หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ส่งเจ้าหน้าที่ 4 ชุด ติดตามชาวบ้านไป โดยกำชับให้ทุกคนปฎิบัติตามกฏหมายด้วยความละมุนละม่อม ถ้าชาวบ้านไม่ได้ทำอะไรผิดกฏหมายก็ให้พาลงมา

เกรียงไกร ชีช่วง ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี

อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์ที่ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยกว่า 50 ชีวิต หนีกลับ ‘ใจแผ่นดิน’ เกรียงไกร ชีช่วง ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี กล่าวว่า ไม่มั่นใจในแนวทางการจัดของกรมอุทยานฯ เพราะยังไม่มีการสื่อสารออกมาจากหน่วยงานอย่างเป็นทางการ หวั่นเกิดปฏิบัติการแอบแฝงที่จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดการจับกุมดำเนินคดี ปู่คออี้ หรืออย่างกรณี บิลลี่ ก็ถูกกระทำรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตมาแล้ว นอกจากนั้นในปัจจุบันยังมีการเร่งรัดให้ ‘ผืนป่าแก่งกระจาน’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยวิธีการที่ไม่จริงใจต่อชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบอีกด้วย

“ที่ผ่านมาพี่น้องพยายามสื่อสารว่า รัฐโดยการจัดการปัญหาของกรมอุทยานฯ ไม่ได้แก้ปัญหาให้เรียบร้อย แล้วอ้างว่าได้แก้ปัญหาแล้วผ่านสื่อ แต่จริงๆ ชาวบ้านยืนยันว่ามันไม่ได้แก้ปัญหา ยังมีการตกหล่น มันมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมตามที่อุทยานฯ หรือรัฐเคยรับปาก เช่น ที่ดินทำกิน อันนี้ก็เป็นความอึดอัด เขาเรียกว่าเก็บสะสมความรู้สึกไว้จนวันนี้พี่น้องเลยตัดสินใจกลับขึ้นไป” เกรียงไกรกล่าว

ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมฯ ย้ำว่า “เราจำเป็นต้องติดตามเรื่องนี้ต่อ เพราะผมคิดว่าสิ่งที่น่ากังวลอีกเรื่องหนึ่งก็คือ กลัวว่ารัฐหรืออุทยานฯ อาจจะพยายามกล่าวโทษชาวบ้านว่าทำผิดกฎหมายแล้วดำเนินคดี เพราะเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เลยอยากให้สังคมร่วมกันจับตา รวมทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เครือข่ายภาคประชาสังคมต่างๆ ช่วยกันส่งสัญญาณให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรม ซึ่งที่ผ่านมาพี่น้องพยายามพิสูจน์สิทธิว่าตนเองเป็นคนพื้นถิ่นดั้งเดิมมาตลอด”

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ระบุว่าการกลับคืนสู่พื้นที่ ‘ใจแผ่นดิน’ อันเป็นพื้นที่ดั้งเดิม ต้องสามารถกระทำได้โดยไม่เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีจากหน่วยงานรัฐ

ทางเครือข่ายฯ พยายามสื่อสารถึงประเด็นปัญหาและความเดือดร้อนของชุมชนให้หน่วยงานรัฐรับทราบ แต่รัฐกลับละเลยข้อเสนอแนะเหล่านั้น โดยในวันที่ 20 ม.ค. 64 เครือข่ายฯ จะไปยื่นหนังสือเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 ส.ค. 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงให้เป็นกฎหมาย เพื่อรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...