ปี 2022 ดูเหมือนจะเป็นปีทองของธุรกิจพลังงาน หลังปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายอย่างส่งผลให้ ‘ราคาพลังงานโลก’ สูงขึ้น ส่งผลบวกต่อบริษัทพลังงานไปด้วย
อย่าง ‘บ้านปู’ บริษัทที่ทำธุรกิจพลังงานมา 40 ปีนั้น ผลประกอบการในปี 2022 นั้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์จนเรียกได้ว่าปีนั้นเป็นปีที่ดีที่สุดของบ้านปูเลยก็ว่าได้
โดย บมจ.บ้านปู เปิดเผยผลการดำเนินธุรกิจปี 2022 ดังนี้
-รายได้จากการขายรวม 7,693 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 272,270 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,570 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 139,080 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 87
-มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 3,916 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 137,300 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 120 จากปีก่อน
-มีกำไรสุทธิ 1,162 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 40,519 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 282
‘สมฤดี ชัยมงคล’ ซีอีโอบ้านปู กล่าวว่า ปี 2022 เป็นปีที่บ้านปูมีผลประกอบการที่ดีเป็นประวัติการณ์ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
โผยสาเหตุมาจากโควิดเริ่มผ่อนคลาย ความต้องการพลังงานสูงขึ้น แต่ซัพพลายปรับเพิ่มขึ้นไม่ทันดีมานด์ ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะธุรกิจเสาหลักของบ้านปูอย่างธุรกิจแหล่งพลังงาน โดยปีที่แล้วราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐเมริกาปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 68% เทียบกับปี 2021 ขณะที่บ้านปูมีปริมาณการขายเติบโต 14% ผลจากการซื้อแหล่งก๊าซธรรมชาติเข้ามาเพิ่ม
ขณะที่ราคาถ่านหินในปี 2022 ก็ดีดตัวสูงขึ้นมาก ผลจากความตึงเครียดของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งแม้ว่าบ้านปูจะติดอุปสรรคในด้านการผลิตจนผลิตถ่านหินได้น้อยลง 6% ปริมาณการขายลดลงเล็กน้อย แต่ EBITDA ยังเติบโตสูงถึง 127%
“ผลการดำเนินงานเหล่านี้ทำให้สถานะการเงินของบ้านปูแข็งแกร่งขึ้น โดยกระแสเงินสด EBITDA ของเราสูงสุดในรอบ 40 ปี มีเงินเพิ่มทุน มีเงินแปรสภาพจากวอร์แรนต์เข้ามาอีก ทำให้เรามีเงินไปต่อยอดลงทุนในธุรกิจกลยุทธ์อย่าง Greener Smarter ได้เร็วขึ้น”
นอกจากนี้ ล่าสุดหนี้สินต่อทุนของบ้านปูยังลดต่ำลงอีกจาก 1.31 เท่า เหลือเพียง 0.74 เท่า
‘สมฤดี’ บอกอีกว่า นอกจากอานิสงส์ที่ได้รับจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงแล้ว บริษัทฯ ยังเน้นการดำเนินงานที่คล่องตัวและยืดหยุ่นในทุกหน่วยธุรกิจ รวมถึงการเร่งขยายธุรกิจตามกลยุทธ์ Greener & Smarter อย่างจริงจังตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เราสามารถเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่องจากธุรกิจพลังงานที่สะอาดขึ้น
ควบคู่ไปกับการหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานซึ่งเป็นจุดแข็งของบ้านปูในปัจจุบันและธุรกิจที่นอกเหนือจากพลังงานเพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่ๆ
สำหรับกลยุทธ์ทางธุรกิจในปี 2023-2025 นี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตตามกลยุทธ์ Greener & Smarter โดยวางแนวทางสำคัญสำหรับ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้
1.กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน สำหรับ ธุรกิจเหมือง ยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เน้นประสิทธิภาพการผลิตเพื่อส่งมอบสินค้าคุณภาพ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น แร่แห่งอนาคต (Strategic Minerals)
ทางด้าน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ คงความเป็นผู้นำในการผลิตก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในธุรกิจที่ส่งเสริมและต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่ และพัฒนาโครงการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1 และ 2 ภายในปี 2025
2.กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน เพิ่มมูลค่าและรักษาประสิทธิภาพการผลิตในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ให้สามารถสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า การซื้อขายไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าเสรี
มองหาโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency, Low Emissions: HELE) ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มในประเทศยุทธศาสตร์ที่บ้านปูดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว
3.กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดในพอร์ตธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงและมีศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสด ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่ส่งเสริมศักยภาพและการเติบโตซึ่งกันและกัน ตลอดจนแสวงหาการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ (New S-Curve)
ทั้งนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เพิ่มสัดส่วนการเข้าถือหุ้นในบริษัท ดูราเพาเวอร์ โฮลดิ้งส์ จํากัด (Durapower) จากร้อยละ 47.68 เป็น ร้อยละ 65.10 ด้วยเงินลงทุน 70 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจแบตเตอรี่ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งในการเชื่อมโยงระบบนิเวศที่แข็งแกร่งภายในกลุ่มบริษัทบ้านปู
โดยปีนี้บ้านปูตั้งเป้าใช้งบลงทุนพอๆ กับปีที่แล้วคือราว 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแผนการลงทุนในปี 2023-2025 นั้น เงินลงทุน 60% จะใช้ไปกับธุรกิจใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พลังงานในอนาคต เช่นเทคโนโลยีพลังงานและพลังงานหมุนเวียน ส่วนอีก 40% จะโฟกัสไปที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา
ส่วนเป้าหมายรายได้ในปีนี้ ‘สมฤดี’ ประเมินว่าในการผลิตน่าจะเพิ่มขึ้นทั้งถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ แต่ราคาพลังงานอาจจะคาดหวังไม่ค่อยได้ เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ทั้งภาวะเศรษฐกิจและสงคราม