การบริโภคเนื้อวัวที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟไหม้ป่าอเมซอน โดยในปีล่าสุด บราซิลถือเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวอันดับหนึ่งของโลก ความต้องการเนื้อวัวที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการต้องถางป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่เลี้ยงวัวและปลูกพืชอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นด้วย
ข้อมูลจากเว็บไซต์ statista.com ระบุว่าในปี 2017 บราซิลถือเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวอันดับหนึ่งของโลก โดยส่งออกมากถึง 1.9 ล้านตัน และในปี 2019 นี้ ตัวเลขคาดการณ์ระบุว่าบราซิลยังจะเป็นแชมป์ส่งออกเนื้อวัวอยู่ โดยตัวเลขจะเพิ่มสูงเป็น 2.2 ล้านตัน
ทั้งนี้ การขยายตัวของปริมาณการส่งออกเนื้อวัวจากบราซิลนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการเนื้อวัวที่เพิ่มขึ้นจากเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฮ่องกงและจีน เฉพาะการส่งออกเนื้อวัวไปยังจีนและฮ่องกงก็คิดเป็นสัดส่วนกว่า 44% ของตัวเลขการส่งออกเนื้อวัวตลอดปี 2018 ของบราซิลแล้ว
ความต้องการเนื้อวัวจากบราซิลที่เพิ่มขึ้น หมายถึงการต้องขยายพื้นที่เลี้ยงสัตว์ และพื้นที่เพาะปลูกพืชเลี้ยงสัตว์อย่างเช่นถั่วเหลืองด้วย นโยบายของประธานาธิบดีโบลโซนาโรที่อนุญาตให้เกษตรกรเผาและถางป่าอย่างกว้างขวางก็เป็นอีกปัจจัยเร่งหนึ่งที่ทำให้ป่าของบราซิลถูกทำลายเพิ่มขึ้น
บราซิลยังเป็นผู้ผลิตเนื้อวัวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกด้วย โดยเป็นรองแค่สหรัฐฯ เท่านั้น ข้อมูลการคาดการณ์ในปี 2019 ระบุว่าในปีนี้ บราซิลจะผลิตเนื้อวัวรวมกันกว่า 10.2 ล้านตัน ในขณะที่แชมป์ผู้ผลิตเนื้อวัวอย่างสหรัฐฯ จะผลิตเนื้อวัวในปีนี้ทั้งสิ้น 12.7 ล้านตัน
ดังนั้นแล้ว วิธีหนึ่งในฐานะผู้บริโภคที่จะช่วยลดโอกาสเกิดไฟป่าที่อีกซีกโลกหนึ่ง อาจคือการเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ เพียงแค่กินเนื้อวัวให้น้อยลง