Advertisement

SHARE

จากกรณีที่มีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งระบุว่า กินยาเพร็พ (PrEP) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการป้องกันเชื้อเอชไอวี (HIV) ก่อนการสัมผัสโรค และมีเพศสัมพันธ์แบบไม่สวมถุงยางอนามัย สามารถป้องกันเอดส์ได้ ซึ่งตนทำแบบนี้มากว่า 4 ปีและไปบริจาคเลือดโดยตลอด
ต่อมาเมื่อมีผู้เข้าไปตำหนิ จึงชี้แจงว่า รู้ว่าเมื่อกินยาเพร็พแล้ว ไม่ควรจะมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน แต่ถ้าไม่พอใจไม่ควรมายุ่งกับตน และยืนยันว่า สามารถบริจาคเลือดได้ถ้าผลการตรวจก่อนบริจาค 14 วันไม่มีปัญหา
วันที่ 20 ส.ค. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไปบริจาคเลือดว่า ประเด็นนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ท่านที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีเชื้อท่านไม่ควรจะไป การที่ท่านรู้อยู่แล้วยังไปบริจาคโลหิตและไปเชื้อเชิญคนอื่นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม
ส่วนเรื่องข้อกฎหมาย เบื้องต้นถ้ามีการเชื้อเชิญหรือชักชวนคนอื่นไปบริจาคเลือดลักษณะแบบนี้ โดยบอกว่าบริจาคได้ อาจจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะอาจจะเป็นการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ เพราะกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ติดเชื้อไม่ควรจะบริจาคเลือดได้อยู่แล้ว นอกจากนั้น อาจจะมองได้ว่า การบริจาคนั้นเป็นการเผยแพร่เชื้อและอาจจะมีผู้ได้รับเชื้อและเสียชีวิต ถ้าผู้บริจาคมีเจตนาก็อาจจะเข้าข่ายการกระทำความผิดกฎหมายอาญา ถ้ามีเจตนาชัดเจนก็อาจจะเข้าข่ายเจตนาฆ่าด้วยซ้ำไปเพราะเล็งเห็นผล
“ท่านต้องเข้าใจว่าตัวท่าน ถ้าท่านมีเชื้อ หรือท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และการที่ท่านยังไปบริจาคเลือด ตัวท่านเองท่านอาจจะต้องรู้อยู่แล้วว่าการกระทำแบบนี้ อาจจะเล็งเห็นผลว่าทำแบบนี้แล้วมันเกิดอะไรขึ้น มีคนติดเชื้อมากขึ้น หรือถ้าคนติดเชื้อแล้ว รักษาไม่หาย ถึงตาย ต้องไปดูตรงนั้น ตรงนี้ชัดเจนว่าเป็นเจตนา”

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...