Advertisement

SHARE

ประชุม กมธ.สภาร่วม 2 ชุด เชิญผู้เกี่ยวข้องกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง บอส วรยุทธ และตำรวจไม่เห็นแย้ง รังสิมันต์ โรม ยันต้องเชิญคนของ กมธ.สนช.ที่รับเรื่องร้องเรียนของนายวรยุทธ มาชี้แจง เพราะอ่านบันทึกการประชุมแล้ว เชื่อเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคดีนี้

ภาพ : FB จิรายุ ห่วงทรัพย์

วันที่ 5 ส.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร (ชุดนายสิระ เจนจาคะ ) ร่วมกับคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน (ชุดนายจิรายุ ห่วงทรัพย์) เชิญผู้เกี่ยวข้องกับกรณีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายนวรยุทธ อยู่วิทยา และตำรวจไม่เห็นแย้ง ทั้ง อัยการ, ตำรวจ, ผู้เชี่ยวชาญ เข้าชี้แจง

ภาพ : FB จิรายุ ห่วงทรัพย์

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนได้อ่านชวเลขที่บันทึกถ้อยคำจากการประชุมของ คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ชุด พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ) ซึ่งเป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนจากนายวรยุทธ เมื่อปี 2559 ทั้งหมดแล้ว ซึ่งมีบางช่วงเป็นการประชุมลับด้วย ตนอ่านแล้วตกใจและเห็นว่าเป็นจุดชี้ขาดเปลี่ยนแปลงสำคัญ ซึ่งเกิดจากการทำหนังสือของ กมธ. ส่งไปที่อัยการ
ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นที่ตั้งเรื่อง เกิดจากนายวรยุทธ รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่อัยการสั่งยุติการสืบหาพยานเพิ่มเติม โดยหลักแล้ว กมธ.ต้องดูการสั่งของพนักงานอัยการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อศึกษาแล้วจึงรายงานไปที่รัฐบาล ไม่มีอำนาจไปแทรกแซงไปบอกว่าอัยการต้องทำอย่างไร แต่ทาง กมธ. พูดเรื่องนี้กันชัดเจนในบันทึก และมีการทำหนังสือของคณะทำงาน นำโดยนายธานี อ่อนละเอียด เลขานุการของ กมธ. ซึ่งเป็นการศึกษาเพื่อเอาพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับความเร็วรถของนายวรยุทธเท่าไรกันแน่ แล้วได้ผลว่าความเร็วไม่เกินที่กฎหมายกำหนดส่งไปที่อัยการ
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า กมธ.ไม่มีอำนาจหน้าที่แบบนั้น ตนจึงขอถามว่า ทำไมฝ่ายอัยการจึงไม่ดูข้อกฎหมายว่า กมธ.ไม่มีอำนาจส่วนนี้ กรณีที่อัยการบอกว่าต้องรับฟัง กมธ.ในฐานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ตนถามว่า ก่อนจะมีการศึกษาของ กมธ.ชุดนั้น ก็มีความพยายามของนายวรยุทธ พยายามส่งพยานหลักฐานเหล่านี้ให้อัยการอยู่แล้ว แต่อัยการปฏิเสธที่จะรับฟัง แต่พอเป็น สนช.กลับรับฟัง ทั้งที่เนื้อหาไม่น่าจะต่างกัน

ภาพ : FB จิรายุ ห่วงทรัพย์

ด้านนายประยุทธ์ เพชรคุณ คณะทำงานของอัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบเรื่องสั่งคดี ซึ่งเป็นตัวแทนชี้แจง กล่าวว่า เอกสารที่ส่งมาโดย กมธ. อัยการไม่ได้รับฟังมาใช้ประกอบคำวินิจฉัย แต่เมื่อส่งมาเพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เราได้แจ้งไปยังอัยการเจ้าของสำนวน ให้สอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นที่เขาแจ้ง แล้วกระบวนการเอกสารทั้งหมดเข้ามาตามกระบวนการของวิธีพิจารณาความอาญา เช่น เอกสารของ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ศึกษาเรื่องความเร็วของรถก็ส่งมาในกระบวนการของพนักงานสอบสวน
ช่วงท้ายการประชุม นางรังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากชวเลขบันทึกการประชุมของ กมธ.สนช. ในความเห็นตน กมธ.มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้นายวรยุทธ รอดจากคดีนี้ ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าควรมีคำสั่งเรียก นายธานี อ่อนละเอียด ซึ่งเป็นคณะทำงานศึกษาของ กมธ.ชุดดังกล่าวมาชี้แจง รวมทั้งนายสมัคร เชาวภานันท์ ซึ่งเป็นทนายความของนายวรยุทธ เนื่องจากมีข้อสงสัยจากการที่นายสมัคร รู้จักกับนายธานี มาก่อนสมัยเป็น ส.ว.ก่อนหน้านั้นด้วยกัน
นอกจากนั้นยังควรเรียก กมธ.คนอื่นๆ ในชุดนั้น โดยเฉพาะ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร ประธาน กมธ. ที่มีบทบาทสำคัญเพราะในบันทึกมีการถกเถียงกันใน กมธ.ว่าจะมีการส่งรายงานการศึกษาของคณะทำงานไปให้อัยการหรือไม่ ซึ่ง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร ในฐานะประธานเป็นคนสนับสนุนและเป็นคนลงนาม นอกจากนั้นยังควรเรียก ตัวนายวรยุทธเอง และ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ที่ลงนามคำสั่งไม่ฟ้อง เพื่อตรวจสอบเรื่องการใช้ดุลพินิจด้วย
ต่อมา นายสิระ เจนจาคะ ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ ชุดปัจจุบัน แถลงผลการประชุมว่า จะเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้มาร่วมชี้แจงในการประชุมครั้งต่อไป 13 ส.ค. เช่น คณะพนักงานสอบสวนที่พิจารณาคดีนี้ อัยการผู้สั่งไม่ฟ้องคดี บุคคลผู้แทนของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา, พล.อ.ท.จักกฤช ถนอมกุลบุตร พยานผู้เห็นเหตุการณ์, ผศ.ทพ.ณรงค์ โพธิเกตุ ทันตแพทย์ที่รักษานายวรยุทธ, พ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น ผู้ตรวจสอบความเร็วรถของนายวรยุทธ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...