Advertisement

SHARE

วันที่ 1 ก.ค. การประชุมสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2564 นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เป็นผลกระทบจากโควิด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจโลกเพราะวิกฤติรุนแรงกว่าที่คิดไว้มาก เป็นมหาวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การฟื้นตัวมีความไม่แน่นอนสูง และ SMEs รวมทั้งผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด
ขณะที่การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ทุกสำนักมีการปรับลดลง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ปรับลดจากเดิม -5.3 เป็น -8.1% แต่เอกสารงบประมาณปี 64 ระบุเพียง -5.5% ซึ่งเป็นความเสี่ยงในการบริหารจัดการ การมองบวกเกินไปเป็นโทษ ทำให้รายได้ไม่เข้าเป้าตามที่เขียนในงบประมาณก็ต้องกู้สูงขึ้น การจัดสรรงบประมาณไม่ตอบโจทย์ และแก้ปัญหาไม่ตรงจุด วิกฤติรุนแรงแต่จัดสรรงบประมาณแบบภาวะปกติ
นายเกียรติ กล่าวว่า ปัญหาเร่งด่วนของประชาชน คือ รายได้ลดลงซึมยาว ของแพง หนี้ครัวเรือนเพิ่ม อัตราการว่างงานพุ่ง ดอกเบี้ยเงินกู้สูง รายได้ครัวเรือนดิ่งลง และโควิดมาซ้ำเติมเป็นทวีคูณในทุกด้าน
การแก้ปัญหาที่ทำได้โดยไม่ใช้งบประมาณซึ่งตนพูดมาแล้วหลายครั้ง คือ เรื่องต้นทุนพลังงาน และส่วนต่างดอกเบี้ย
วันนี้กำไรค่ากลั่นน้ำมันของไทยสูงกว่าสิงคโปร์ วันนี้สูงกว่ากัน 421% ถ้าจัดการตรงนี้ ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ ค่าไฟ ค่าขนส่งลดลง น้ำมันถูกลง ของถูกลง ถ้าไม่รู้วิธีสามารถมาถามตนหลังไมค์ได้
ส่วนกรณีส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ส่วนต่างปัจจุบันอยู่ที่ 6.1% ขณะที่ประเทศอื่นประเทศอื่นส่วนต่างอยู่ที่ 1-5% แล้วจะแข่งขันอย่างไร
อีกเรื่องคือ พ.ร.ก.กู้เงินและสินเชื่อรวม 1.9 ล้านล้านไม่ตอบโจทย์ กลุ่มที่เจ็บตัวมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ 5 แสนล้านที่วางเกณฑ์ไว้ รวมทั้ง SMEs อื่นๆ
ข้อเสนอคือ การช่วยเหลือ SMEs ไม่ให้ล้มละลาย ต้องปรับเงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (พ.ร.ก.) ตั้งกองทุนเพิ่มทุนเป็นเครื่องมือใหม่ และเปลี่ยนบทบาทของ SME Bank และ EXIM Bank ให้เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่ไปแข่งกับธนาคารเอกชน
ส่วนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่เงินเยียวยาหมดแล้ว รวมทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่สิ้นเดือน ต.ค. ก็หมดแล้ว บันไดขั้นต่อไปที่เตรียมไว้คืออะไร ยังไม่เห็นในแผนงบประมาณและนี่จะเป็นตัวที่สร้างปัญหาในการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป
นายเกียรติ กล่าวอีกตอนหนึ่งถึงการจัดงบประมาณแก้ปัญหาท่องเที่ยวว่า รายได้จากการท่องเที่ยวเดิม 3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 20% ของ GDP แต่เมื่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศหายไปเท่ากับรายได้หายไป 2 ล้านล้าน แต่การจัดงบประมาณไม่ตอบโจทย์ ในเอกสารมีเรื่อวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมุ่งส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศ 530 ล้านบาท ซึ่งส่งเสริมทำไมเพราะไม่มีใครมาตอนนี้ แต่งบสนับสนุนไทยเที่ยวไทยจัดงบไว้เพียง 347 ล้านบาท น้อยมากไม่ตอบโจทย์ทั้งที่เป็นโอกาสเดียวในการดึงรายได้เข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยวให้ไปชดเชยรายได้บางส่วน
ตนได้รับเสียงสะท้อนจากกลุ่มท่องเที่ยวมาว่า การจัดสรรงบประมาณเหมือนไฟไหม้บ้าน แต่จัดงบเพื่อแต่งสวน ทั้งไม่พอและผิดภารกิจ รัฐบาลควรจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสปรับงบให้ตรงกับปัญหาและเป้าหมาย, ใช้งบที่มีอยู่น้อยให้ได้ผลมาก เช่น ปรับบทบาท SME Bank และ EXIM Bank, ร่วมมือกับเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ, เพิ่มเครื่องมือใหม่ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น กองทุนเพิ่มทุน เขตเศรษฐกิจพิเศษอีสต์-เวสต์คอริดอร์ และต้องสะสางปัญหาคอร์รัปชั่น
LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...