Advertisement

SHARE

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ณ อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ หรือมีชื่อเรียกว่า Capitol Hill กลายเป็นข่าวดังตลอดทั้งวัน

หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศโลกที่ 3 ผู้คนคงไม่รู้สึกประหลาดใจมากนัก แต่พอภาพที่สื่อรายงานไปทั่วโลก กลับมาจากประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นตำรับของประชาธิปไตย ทำให้ชาวโลกต่างรู้สึกตกอกตกใจไม่น้อย

สื่อหลายแห่งชี้เป้าว่า โซเชียลมีเดีย ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของทรัมป์ในการระดมผู้สนับสนุนมาชุมนุม เพื่อรับฟังการปราศรัยในบริเวณใกล้เคียง โดยก่อนที่เหตุการณ์บุกรัฐสภาจะเริ่มต้นขึ้น มีผู้สนับสนุนทรัมป์เดินทางมาจากรัฐต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้ง ที่เปรียบเสมือนขั้นตอนสุดท้ายในการส่ง โจ ไบเดน ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี

โซเชียลใต้ดิน 

นอกจากแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่างทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และยูทูบ ที่ทรัมป์ใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมยังมีการใช้โซเชียลมีเดียที่ฝ่ายขวาจัดนิยมอย่าง Gab และ Parler มาสื่อสารกันภายในกลุ่มอีกด้วย

แม้ว่าเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์จะพยายามลบบัญชี เพจ และกลุ่มของพวกหัวรุนแรงอย่าง QAnon และ Proud Boys แต่เมื่อกลุ่มคนเหล่านี้มีการรวมตัวกันผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้แล้ว การพากันย้ายไปสู่โซเชียลมีเดียเฉพาะกลุ่มก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

เสียงเรียกร้องให้เข้ายึดอาคารรัฐสภาถูกเผยแพร่ออนไลน์มานับเดือน ได้ก้าวข้ามจากโลกออนไลน์มาสู่โลกแห่งความเป็นจริงจนได้ โดยหลังจากที่ทรัมป์ทวีตข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว ในเชิงตำหนิ ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีที่ไม่ยอมเข้าข้างตนเอง ก็ได้มีการส่งข้อความจำนวนมากบน Gab เพื่อล่าตัวเพนซ์ทันที

ภาพและวิดีโอของความรุนแรงที่สุ่มเสี่ยงจะผิดกฎของแพลตฟอร์มกระแสหลัก พวกเขาสามารถโพสต์บน Gab และ Parler ได้ทันที และเมื่อได้รับการกดสนับสนุนจากกลุ่มคนที่มีความคิดแบบเดียวกัน ยิ่งสร้างความพึงพอใจให้กับคนกลุ่มนี้มากขึ้นไปอีก

ผลพวงจาก 4 ปีก่อน 

เรนี ดีเรสตา นักวิจัยที่ศึกษาการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ จากสถาบันในสแตนฟอร์ดเปิดเผยว่า ความรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสื่อสารผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดียระบบปิด ที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งปักใจเชื่อว่าเกิดการโกงเลือกตั้งขึ้นจริง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝ่ายทรัมป์ใช้โซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมความคิดของคน สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่อดีตพนักงานของ Cambridge Analytica ออกมาเปิดโปงว่า มีการนำข้อมูลของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กกว่า 87 ล้านบัญชีมาวิเคราะห์ เพื่อป้อนข้อมูลผ่านการยิงโฆษณาให้ผู้ใช้งานรับสารที่ฝั่งทีมหาเสียงของทรัมป์ต้องการจะสื่อ และการที่เฟซบุ๊กปล่อยให้ Cambridge Analytica นำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานออกมาโดยไม่ได้รับความยินยอม ทำให้พวกเขาโดนค่าปรับถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เรื่องอื้อฉาวนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ที่สามารถบอกได้ว่าผู้ใช้งานแต่ละรายมีพฤติกรรมอย่างไร และศึกษาผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อความคิดผู้ใช้งาน เช่น การเกิด Echo Chambers ซึ่งเป็นสภาวะที่อัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม แสดงเนื้อหาเฉพาะสิ่งที่ผู้ใช้งานสนใจเท่านั้น

สิ่งที่อาจจะตามมา

ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังคงมีมาตรา 230 ของกฎหมาย Communications Decency Act ซึ่งคุ้มครองผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ทำให้พวกเขาไม่ต้องรับผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลที่ผู้ใช้นำมาโพสต์ ต้องมารอดูกันต่อไป ว่าหลังจากที่ โจ ไบเดน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว จะมีการยกเลิกหรือปรับปรุงมาตรานี้ ตามที่เขาเคยแสดงท่าทีไว้ก่อนการเลือกตั้งหรือไม่

หากเป็นเช่นนั้น จะเป็นการบีบบังคับให้แพลตฟอร์มต้องออกกฎระเบียบมาควบคุมเนื้อหามากขึ้น และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานอย่างเราๆ ไม่มากก็น้อย

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...