{{-- --}}
Advertisement

SHARE

ประชาชนออกมาฉลองผลการลงประชามติในชิลี หลังเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อมาแทนที่ฉบับเดิมจากยุคเผด็จการที่ใช้มา 40 ปี

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ (New York Times) รายงานการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในประเทศชิลี ที่จัดขึ้นเมื่อวานนี้ (25 ต.ค.) ผลปรากฎว่าฝั่ง “เห็นด้วย” ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 78% โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนคิดเป็นสัดส่วน 51% ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด

สาเหตุที่นำมาสู่การทำประชามติครั้งนี้เริ่มมาจากการชุมนุมประท้วงเมื่อปีที่แล้ว ที่ประชาชนชาวชิลีหลายแสนคนออกมาเรียกร้องตามท้องถนน โดยเริ่มมาจากประเด็นเล็กๆ ในเรื่องการขึ้นค่าโดยสารในรถสาธารณะ ก่อนขยายไปสู่เรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคม จนมีการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมต่างๆ ทั้งเรื่องเงินเดือนและบำนาญ ระบบสาธารณสุข รวมไปถึงระบบการศึกษา

การเรียกร้องเหล่านั้นทวีความเข้มข้นขึ้น จนนำมาสู่ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ จากเหตุผลที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของชิลีซึ่งถูกโจมตีว่าไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น ถูกใช้งานมาตั้งแต่พ.ศ. 2523 หรือเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ภายใต้การนำของนายพล ออกุสโต ปิโนเชต์ ผู้นำเผด็จการทหาร ณ ตอนนั้น

เดิมทีทางรัฐบาลได้กำหนดการลงประชามติครั้งนี้ในวันที่ 26 เม.ย. แต่ต้องเลื่อนมาเป็น 25 ต.ค. เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

นอกจากการออกเสียง “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” แล้ว ยังมีคำถามพ่วงประชามติที่ถามว่า จะให้ใครมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผลปรากฎว่าคะแนนเสียง 79% ระบุว่าต้องการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เอาชนะคะแนนเสียง 21% ที่ต้องการให้ครึ่งหนึ่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากผู้แทนราษฎรไปได้อย่างขาดลอย

หลังทราบผลการออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการในช่วงค่ำของคืนวันอาทิตย์ ประชาชนชาวชิลีต่างออกมาเฉลิมฉลองกันบริเวณจัตุรัสพลาซาอิตาเลีย ในกรุงซานติอาโก พร้อมกับชูป้ายที่มีข้อความล้อเลียนผู้นำเผด็จการคนก่อน

นายเซบาสเตียน ปิเญรา ประธานาธิบดีชิลี ออกมาเผยว่า การลงคะแนนครั้งนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด นี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่เราจะก้าวไปด้วยกัน จนถึงตอนนี้รัฐธรรมนูญได้แบ่งแยกประชาชนของเป็นสองฝั่ง และขอให้ประชาชนร่วมมือกันเพื่อทำให้รัฐธรรมนูญใหม่กลายเป็นบ้านหลังเดียวสำหรับทุกคน

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...