Advertisement

SHARE

ในฐานะหัวหน้าคณะพันธกิจโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เดินทางไปจีนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เมื่อดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดร. บรูซ เอลเวิร์ด ได้เห็นการดำเนินมาตรการต่างๆ ของจีน ที่สามารถสยบเชื้อโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว

 

เขาพบว่า จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ลดลงเหลือ 200 รายต่อวัน จากเดิม 3,000 คนต่อวันเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มสูงขึ้นได้อีกหากเศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ในตอนนี้ทั่วโลกกลับพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นสูงมาก

 

ดร. เอลเวิร์ด กล่าวว่า ประเทศต่างๆ สามารถนำมาตรการต่อต้านการระบาดของจีนไปใช้ได้ แต่จำเป็นต้องทำอย่างรวดเร็ว ด้วยงบประมาณที่สูง ด้วยการใช้จินตนาการ และ ความกล้าหาญทางการเมือง สำหรับประเทศที่ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างรวดเร็ว การสกัดกั้นการระบาดยังคงมีความเป็นไปได้ เนื่องจาก “เราไม่ได้มีการระบาดครั้งใหญ่ แต่เรามีการระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก”

 

ดร. เอลเวิร์ด ซึ่งมีประสบการณ์ในการต่อสู้กับโรคร้ายอย่าง โปลิโอ อีโบลา และภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง นานกว่า 30 ปี กล่าวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ถึงความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับโครงการรณรงค์ต่อต้านไวรัส ว่าควรเกิดขึ้นในลักษณะใด

 

 

ถาม: เราทราบหรือไม่ถึงความร้ายแรงของไวรัสตัวนี้? เคยมีผู้คาดการณ์ว่ามันอาจรุนแรงใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อปี 1918 ที่มีผู้เสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของผู้ป่วย และโรคอื่นๆ ที่รุนแรงมากกว่าไข้หวัดใหญ่ ที่มีผู้เสียชีวิตเพียงร้อยละ 0.1

 

ตอบ: คนในประเทศตะวันตกมักตื่นตระหนกกับเคสพบผู้ป่วยในระยะที่ไม่มีอาการ ซึ่งพบว่าหลายรายตรวจไม่พบเชื้อ แต่เริ่มแสดงอาการภายใน 1-2 วัน ที่มณฑลกวางตุ้ง ทางการนำตัวอย่างของผู้ที่เคยเข้ารับการตรวจเชื้อในโครงการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่และการตรวจอื่นๆ กลับมาตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง กว่า 320,000 ตัวอย่าง และพบว่ามีผลเป็นบวกเพียงร้อยละ 0.5 ซึ่งตรงกับตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 1,500 คนในกวางตุ้ง

 

ไม่มีหลักฐานว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่นี้ คือส่วนปลายยอดของก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า 9 ส่วน 10 ของก้อนน้ำแข็งนี้อาจมีผู้ติดเชื้อซ่อนอยู่ แต่เชื่อว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่นี้คือปิรามิด ซึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินแล้วเป็นส่วนใหญ่

 

ถาม: มันอาจเป็นเรื่องดีที่การแพร่ระบาดของเชื้อในผู้ป่วยในระยะที่ไม่มีอาการยังคงน้อยมาก แต่อาจไม่ดีในแง่ที่มันอาจบอกเป็นนัยว่า อัตราการเสียชีวิตที่เราเห็นในหลายพื้นที่ของจีน ที่ร้อยละ 0.7 และร้อยละ 5.8 ที่เมืองอู่ฮั่น เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

 

ตอบ: ผมได้ยินมาว่า “อัตราการเสียชีวิตไม่เลวร้ายนัก เนื่องจากมีผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงจำนวนมาก” แต่อย่าลืมว่าจำนวนผู้ที่กำลังเสียชีวิต ก็ยังคงต้องเสียชีวิต กรณีที่แท้จริงของอัตราป่วยตายอาจอยู่นอกมณฑลหูเป่ย ราวร้อยละ 1-2

 

ถาม: แล้วเด็กๆ ล่ะ เราได้ยินมาว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้แทบไม่ได้รับการรักษา แต่จริงๆ แล้วพวกเขาติดเชื้อหรือไม่ และนำเชื้อไปติดคนในครอบครัวหรือไม่?

 

ตอบ: เรายังไม่ทราบ ผลการสำรวจในกวางตุ้งพบว่าแทบไม่มีผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เด็กๆ เป็นหวัดก็จริง แต่ไม่ติดเชื้อไวรัส เราจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมอีก เพื่อดูว่าเด็กๆ ติดเชื้อจริงหรือไม่หรือพวกเขาแพร่เชื้อให้กับคนในครอบครัวหรือไม่ แต่จากการสอบถามแพทย์หลายคนว่าพวกเขาได้เห็นวงจรการติดเชื้อที่มีเด็กเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่

 

ถาม: ทำไมล่ะครับ เพราะมีทฤษฎีที่ว่า หากเด็กๆ ได้รับเชื้อโคโรนาไวรัสแบบอ่อนๆ บ่อยครั้ง พวกเขาก็จะมีภูมิต้านทาน?

 

ตอบ: มันยังคงเป็นแค่ทฤษฎี ยังคงมีผู้ที่เห็นด้วยกับมันไม่มากพอที่จะบรรจุไว้ในรายงานของ WHO

 

ถาม: ดังนั้นการปิดโรงเรียนก็อาจไม่มีผลอะไร?

 

ตอบ: ไม่ครับ เรื่องนี้ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบ หากโรคมีความอันตราย และเราพบผู้ป่วยหลายกลุ่มเราก็จำเป็นต้องปิดโรงเรียน ซึ่งนั่นอาจสร้างปัญหา เพราะการที่เด็กอยู่บ้าน หน้าที่ของคุณครึ่งหนึ่งเมื่อต้องอยู่บ้านก็คือการดูแลพวกเขา

 

ถาม: จำนวนผู้ป่วยในจีนลดลงแล้วจริงๆ หรือไม่?

 

ตอบ: หลายคนอาจสงสัยเรื่องนี้ แต่จากการเดินทางไปยังคลีนิคทดสอบเชื้อหลายแห่ง ก็ได้รับคำตอบว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ในช่วงพีค มีผู้ขอเข้าตรวจเชื้อกว่า 46,000 คนต่อวัน และเหลือเพียง 13,000 คน หลังเรากลับจากจีน โรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มมีเตียงว่าง

 

ผมยังไม่เห็นอะไรที่ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการยักย้ายตัวเลขผู้ป่วย จำนวนผู้ป่วยที่เคยพุ่งสูงเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วมากกว่าที่คาดไว้ ตัวเลขจากการประมาณการอย่างคร่าวๆ พบว่ามีประชาชนหลายแสนคนที่ไม่ติดไวรัส เนื่องจากการดำเนินมาตรการที่แข็งกร้าว

 

ถาม: เราแทบทุกคนจะติดไวรัสหรือไม่ เหมือนที่คุณเคยคาดไว้กับผูัป่วยไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่?

 

ตอบ: ไม่ครับ ร้อยละ 75-80 ของกลุ่มผู้ป่วยทั้งหมด เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกันหรือในครอบครัว อาจจะมีบ้างที่ติดจากร้านอาหารหรือโรงพยาบาล และมีเพียงร้อยละ 5-15 ของคนที่คุณใกล้ชิด ที่จะพัฒนาเป็นโรคนี้ได้ ดังนั้น พวกเขาจึงลองแยกตัวคุณออกจากญาติพี่น้องอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหาตัวทุกคนที่คุณเคยติดต่อด้วยภายใน 48 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น

 

ถาม: คุณเคยบอกว่า แต่ละเมืองก็มีการตอบสนองต่อการระบาดต่างกันไป อย่างไรบ้าง?

 

ตอบ:  มันขึ้นอยู่กับว่า พวกเขาไม่มีผู้ป่วยเลย มีบ้างประปราย การป่วยเป็นกลุ่มก้อน หรือการแพร่เชื้อในวงกว้าง หรือไม่ ลำดับแรกคุณต้องแน่ใจว่าทุกคนเข้าใจข้อปฏิบัติพื้นฐาน เช่น การล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย ไม่จับมือ และเข้าใจว่าอาการของโรคเป็นอย่างไร จากนั้น ในการหาผู้ป่วยที่มีอยู่อย่างประปราย พวกเขาจะต้องทำการวัดไข้ในทุกๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่การตั้งด่านบนถนน เพื่อขอตรวจรถทุกคัน

 

เมื่อเราพบการป่วยในแบบกลุ่มก้อนแล้ว เราก็ปิดโรงเรียน โรงหนัง ร้านอาหาร และมีเพียงเมืองอู่ฮั่นและพื้นที่ใกล้เคียง ที่ต้องถูกปิดเมืองทั้งหมด

 

ถาม: จีนสามารถจัดระเบียบการตอบสนองทางการแพทย์ได้อย่างไร?

 

ตอบ: ขั้นแรก บริการทางการแพทย์ครึ่งหนึ่งถูกย้ายไปทางออนไลน์ เพื่อให้คนไม่ต้องมาโรงพยาบาล หากจำเป็น ก็ให้ติดต่อแพทย์ทางออนไลน์ หากเราต้องการใบสั่งยา พวกเขาก็จะออกให้และส่งยาให้

 

ถาม: หากว่าเราคิดว่าเราติดเชื้อไวรัสล่ะ?

 

ตอบ: เราก็จะถูกส่งตัวไปยังคลีนิคเพื่อวัดอุณหภูมิ สอบถามอาการ ประวัติการรักษา สถานที่ที่เคยเดินทางไป คนที่เคยติดต่อด้วยติดเชื้อหรือไม่ และเข้าเครื่องซีที สแกน ซึ่งสามารถรองรับได้ 200 คนต่อวัน อาจใช้เวลา 5-10 นาทีต่อครั้ง หรือเป็นการสแกนบางส่วน เพราะเครื่องซีที สแกน จะสามารถตรวจพบลักษณะเป็นฝ้าขาวเหมือนกระจกฝ้าได้ ซึ่งเป็นความผิดปกติของปอด ที่พบในผู้ป่วยโควิด-19

 

หากเรายังต้องสงสัยว่าติดเชื้อ แพทย์จะทำการแยกเชื้อไวรัสด้วยการใช้ไม้ป้ายคอ แต่ส่วนใหญ่มักไม่ติดไวรัส อาการของโควิด-19 ร้อยละ 90 จะมีไข้ ร้อยละ 70 จะไอแห้ง ร้อยละ 30 วิงเวียนศีรษะ หายใจลำบาก ส่วนผู้ที่มีน้ำมูกไหล มีเพียงร้อยละ 4

 

ถาม: หากผลตรวจเป็นบวก จะต้องทำอะไรต่อไป?

 

ตอบ: ผู้ติดเชื้อจะถูกนำไปแยกกัก โดยที่อู่ฮั่น จะใช้เวลา 15 วัน หลังจากที่เริ่มป่วยไปจนได้รับการรักษา และ 2 วันนับตั้งแต่มีอาการไปจนถึงการแยกกัก ซึ่งทำให้การติดเชื้อลดลงมาก

 

 

ถาม: คำว่า “แยกกัก” กับ “การรักษาพยาบาล” แตกต่างกันอย่างไร?

 

ตอบ: หากอาการไม่รุนแรงมาก เราจะถูกส่งไปยังศูนย์แยกกัก ที่อยู่ตามสนามกีฬาต่างๆ ที่มีเตียงผู้ป่วยมากถึง 1,000 เตียง หากเรามีอาการรุนแรงหรืออาการหนัก เราจะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลทันที ส่วนคนที่มีอาการรป่วยอื่นๆ หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป ก็จะถูกส่งไปโรงพยาบาลเช่นกัน

 

 

 

ถาม: อะไรคือความแตกต่างระหว่าง “อาการน้อย” “อาการรุนแรง” และ “อาการหนัก”?

 

ตอบ: อาการน้อยคือมีไข้ ไอ และอาจปอดบวม แต่ไม่จำเป็นต้องให้ออกซิเจน ส่วนอาการรุนแรงคือ อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดลดลง จึจำเป็นต้องให้ออกซิเจนหรือเครื่องช่วยหายใจ ส่วนอาการหนักคือ ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอวัยวะหลายส่วนล้มเหลว

 

ถาม: โรงพยาบาลก็ต้องแยกผู้ป่วยด้วยหรือไม่?

 

ตอบ: โรงพยาบาลหลักๆ จะถูกใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ผู้ป่วยอาการรุนแรงและอาการหนัก การผ่าตัดประเภทรอได้ทั้งหมดจะถูกเลื่อนออกไปก่อน ผู้ป่วยจะถูกย้าย ส่วนโรงพยาบาลอื่นๆ จะทำการรักษาอาการป่วยและบาดเจ็บทั่วไป ผู้หญิงยังสามารถไปคลอดบุตรได้

 

จีนสร้างโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่ง และปรับปรุงโรงพยาบาลอีก 2 แห่ง หากโรงพยาบาลมีห้องผู้ป่วยขนาดใหญ่ จะมีการสร้างผนังแยกระหว่างโซนปลอดภัยและโซนอันตราย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการรักษาอีโบลา แต่ไม่จำเป็นต้องมีการฆ่าเชื้อมากเท่า เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับของเหลวในร่างกาย

 

ถาม: การดูแลผู้ป่วยอาการรุนแรงและอาการหนักดีแค่ไหน?

 

ตอบ: จีนดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี สภาพโรงพยาบาลอาจดีกว่าหลายแห่งในยุโรป มีเครื่องมือสำหรับการรักษาที่มากพอ เช่น เครื่องช่วยหายใจ และ เครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ

 

ถาม: ใครเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งเหล่านี้?

 

ตอบ: รัฐบาลจีนระบุอย่างชัดเจนว่า การตรวจร่างกายไม่มีค่าใช้จ่าย และหากตรวจพบว่าเป็นโควิด-19 หลังหมดประกัน รัฐบาลก็จะจัดการให้ทุกอย่าง ขณะที่ในสหรัฐฯ คนจะคิดว่าหากต้องหาหมอ พวกเขาจะต้องเสียเงินมาก และหากต้องเข้าไอซียู ก็จะต้องเสียเงินเพิ่มอีก ซึ่งสหรัฐฯ ควรต้องนำเรื่องนี้ไปพิจารณา

 

ถาม: แล้วการตอบสนองที่ไม่เกี่ยวข้องทางการแพทย์เป็นอย่างไรบ้าง?

 

ตอบ: ผู้คนในจีนเกิดความรู้สึกที่ว่า “เราต้องช่วยอู่ฮั่น” ไม่ใช่ “อูฮั่นทำให้เราเป็นแบบนี้” มีการส่งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จากมณฑลต่างๆ กว่า 40,000 คน และหลายคนเป็นอาสาสมัคร

 

ถาม: ผู้คนในอู่ฮั่นกินอยู่อย่างไร หากต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้าน?

 

ตอบ: ประชาชน 15 ล้านคนใช้บริการสั่งอาหารทางออนไลน์ แม้มันอาจจะไม่ได้ดีนัก แต่หญิงคนหนึ่งบอกกับเขาว่า แม้อาหารจะไม่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนเดิม แต่น้ำหนักของเธอก็ไม่ลด

 

ถาม: ข้าราชการส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายให้ช่วยเหลือประชาชนหรือไม่?

 

ตอบ: แทบจะทุกภาคส่วน เจ้าหน้าที่ทางด่วนอาจต้องทำหน้าที่วัดอุณหภูมิ ส่งอาหาร หรือติดตามผู้ติดเชื้อ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เขาพบกับหญิงคนหนึ่งที่คอยสอนวิธีการสวมเสื้อคลุม และเธอไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมการติดเชื้อ แต่เธอเป็นพนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์

 

ถาม: เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างไร?

 

ตอบ: พวกเขาสามารถจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาล เนื่องจากพวกเขาพยายามติดตามผู้ป่วยกว่า 70,000 ราย และเมื่อต้องปิดโรงเรียน การเรียนการสอนก็ต้องเกิดขึ้นทางออนไลน์ โดยผู้ที่ติดตามผู้ป่วย จะใช้แบบฟอร์มที่ปรากฏบนหน้าจอที่ใช้งานง่าย หากเกิดข้อผิดพลาด หน้าจอก็จะเป็นสีเหลือง

 

ส่วนที่มณฑลเสฉวน ซึ่งมีขนาดใหญ่และพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชนบท ได้มีการนำเครือข่าย 5G มาใช้ ส่วนที่ศูนย์จัดการภัยฉุกเฉินในกรุงปักกิ่ง มีการติดตั้งหน้าจอขนาดใหญ่ ที่แสดงผลการดำเนินการในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนั้น ยังมีทีมภาคสนาม ซึ่งสั่งการผ่านระบบวิดีโอคอล

 

ถาม: แล้วโซเชียลมีเดียล่ะ?

 

ตอบ: จีนมีเว่ยป๋อ เท็นเซนต์ และวีแชต ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใช้ทุกคน

 

 

ถาม: ที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะจีนใช้ระบบเผด็จการ ใช่หรือไม่?

 

ตอบ: ผู้สื่อข่าวมักกล่าวว่า สาเหตุที่พวกเขาทำเพราะความเกรงกลัวรัฐบาล เสมือนพวกเขาเป็นปิศาจ ส่วนตัวเขาได้พูดคุยกับคนจำนวนมากที่อยู่นอกระบบราชการ ทั้งที่โรงแรม บนรถไฟ และตามท้องถนน พวกเขาจำเป็นต้องเดินหน้า เช่นเดียวกับการทำสงคราม เนื่องจากความกลัวไวรัส พวกเขายังมองว่าตนเองกำลังอยู่ในแนวหน้าของการปกป้องประเทศจีน และโลก

 

ถาม: ตอนนี้จีนกำลังเริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่จะทำอย่างไรโดยไม่ก่อให้เกิดกระแสการติดเชื้อขึ้นอีกครั้ง?

 

ตอบ: การเริ่มใหม่ หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายมณฑล เช่นบางแห่งยังคงปิดโรงเรียนต่อไป บางแห่งอนุญาตให้โรงงานที่ผลิตข้าวของที่จำเป็นต่อการสร้างห่วงโซ่อุปทาน เปิดดำเนินการได้

 

ถาม: พวกเขากำลังทดสอบยาแผนจีนอยู่หรือไม่?

 

ตอบ: ใช่ แต่เป็นยาสูตรมาตรฐานเพียง 2-3 ตัว และไม่ใช่การต้มยาในห้องผู้ป่วย ผมคิดว่าพวกเขามีสูตรยาสำหรับการลดไข้ หรือลดการอักเสบ แม้จะไม่ใช่ยาต้านไวรัส แต่มันก็ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นเพราะมีความคุ้นเคยกับมันดี

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...