SHARE

คัดลอกแล้ว

 “ถ้าพ่อแม่ของพวกเขามาไม่ได้ จากสถานการณ์ในประเทศเมียนมาตอนนี้ จะสามารถให้ญาติที่อยู่ใกล้ที่สุด เขียนใบมอบอำนาจมาได้ไหม”

 

ในขณะที่ทุกคนร่วมส่งกำลังใจ ให้กับเจ้าหน้าที่กำลังเร่งภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิตสุดกำลัง ท่ามกลางแผ่นปูนใหญ่และเหล็กเส้นที่เป็นอุปสรรค นับตั้งแต่มีสัญญาณความหวังเล็กๆ ตั้งแต่ค่ำคืนวาน (2 เม.ย.) สร้างความหวังให้ครอบครัวที่เฝ้ารอ

อีกฟากฝั่ง สำหรับแรงงานที่ได้รับการยืนยันการเสียชีวิตแล้ว ครอบครัวและบรรดาเพื่อนฝูง ที่ต้องใช้เวลาเยียวยาใจ ก็ยังไม่สามารถวางความกังวลได้ทั้งหมด เพราะยังมีอุปสรรคอีกมาก โดยเฉพาะขั้นตอนการยืนยันตัวตน และเรียกร้องความเป็นธรรม ในกรณีที่ญาติไม่สะดวกเดินทางมาด้วยตนเอง 

และอีกสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพูดถึง คือ แล้วบรรดาแรงงาน ที่กลายเป็นคนตกงานในชั่วพริบตา พวกเขาต้องทำยังไงต่อ ด้วยสถานการณ์ในเมียนมาที่วิกฤตไม่ต่างกัน

[รับมอบอำนาจแทนครอบครัวได้หรือไม่]

ย้อนไปในการลงพื้นที่ ของ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group – MWG ) หลังเหตุการณ์อาคาร สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มเพียงวันเดียว (29 มี.ค.)

บรรยากาศในแคมป์คนงานก่อสร้างแห่งหนึ่ง ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์อยู่ในสภาพจิตที่ใจย่ำแย่ หนึ่งในคนงานก่อสร้างชาวไทย กล่าวพร้อมน้ำตาว่า เขาเดินทางไปที่ซากอาคารทุกวัน เพราะเขารู้ว่าภรรยาของเขาอยู่ที่นั่น

สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน ให้ข้อมูลหลังจากลงพื้นที่ในแคมป์ก่อสร้างแห่งนี้ ว่ามีแรงงาน 15 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ร่วมกัน พวกเขาเหลือหม้อหุงข้าวแค่เพียง 1 ใบ เนื่องจาก คนงานก่อสร้างมักจะหิ้วหม้อหุงข้าว และของใช้ส่วนตัวต่างๆ ไปสถานที่ทำงานในไซต์งานก่อสร้างด้วย 

เหตุการณ์อาคารถล่มโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้ทุกคนวิ่งหนีเอาชีวิตรอด โดยทิ้งข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดภายใต้ซากปรักหักพังของอาคาร หนึ่งวันให้หลัง จากที่สุธาสินี ส่งสิ่งของที่จำเป็น สำหรับการดำรงชีวิตให้แรงงานกลุ่มนี้ เธอพบว่า แรงงานเกิดความกังวลว่าการเข้ามาของเธอ จะทำให้พวกเขามีปัญหากับทางนายจ้าง

อย่างไรก็ดีในวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา มีแรงงานภายในแคมป์ก่อสร้าง 2 คน ตัดสินใจหอบหิ้วเอกสารของเพื่อนร่วมงานที่สูญหายไปทั้งหมด 11 คน เดินทางไปพบกับตัวแทนของกระทรวงแรงงาน ที่เปิดศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือ แรงงานผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว บริเวณฝั่งตรงข้ามกับอาคารที่ถล่มลงมา เพื่อขอความช่วยเหลือ ทั้งในเรื่องของเพื่อนร่วมงานที่สูญหาย และไม่มีบุคคลรับรอง รวมทั้งในเรื่องของสิทธิแรงงานที่พวกเขามีโอกาสที่จะตกงาน

[ร้องขอให้ได้พบหน้าเพื่อนผู้เสียชีวิต]

ภายในศูนย์ประสานงานที่มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงาน 3 คน พร้อมล่ามอีก 1 คนให้บริการ มิน เท็ต และ จอ ซิน (นามสมมติ) ได้หยิบเอกสารปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋าสะพาย ซึ่งเป็นเอกสารเพื่อนร่วมงานทั้ง 11 คนของเขาที่สูญหายไป

ทั้งสองกล่าวว่า บริษัทนายจ้างที่พวกเขาทำงานด้วยนั้น มีแรงงานก่อสร้างที่เข้าไปทำงานก่อสร้างในอาคาร สตง. ทั้งหมด 62 คน มีคนที่สูญหาย 11 คน ซึ่งตอนนี้ได้พบศพแล้ว 3 คน

“พวกผมไม่มีโอกาสเห็นหน้าร่างที่ถูกเก็บกู้ออกมาเลย แล้วจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าใช่หรือไม่ใช่เพื่อนของพวกผม”

มิน เท็ต กล่าวผ่านล่ามไปยังตัวแทนของกระทรวงแรงงานว่า เขาแสดงความประสงค์อยากเห็นร่างคนที่ช่วยเหลือออกมาได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นเพื่อนร่วมงานจริงหรือไม่ เพราะต้องแจ้งกับทางครอบครัวของผู้เสียชีวิต

เบื้องต้น ตัวแทนจากกระทรวงแรงงานได้ชี้แจงว่า เนื่องจากภายหลังการนำร่างออกมาได้แล้ว จำเป็นต้องมีขั้นตอนการพิสูจน์อัตลักษณ์ ประกอบกับข้อมูลของนายจ้าง เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกันทั้งหมด ทางกระทรวงฯ จึงอยากขอความร่วมมือให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตรอการพิสูจน์ให้แน่ชัดเสียก่อน

นอกจากนี้ มิน เท็ต และ จอ ซิน ยังแสดงความกังวลว่า ผู้สูญหายและเสียชีวิต ที่เป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ ผู้รับมอบอำนาจตามกฎหมาย ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองไทย เช่น บิดาหรือมารดา รวมทั้งสามีหรือภรรยาที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีเอกสารใบสำคัญสมรส ทำให้ยากต่อการขอความช่วยเหลือและรับการเยียวยา

“พวกผมจะสามารถขอใบมอบอำนาจ จากพ่อแม่ของพวกเขามาได้ไหม” จอ ซิน ถามทางตัวแทนกระทรวงแรงงาน “ถ้าพ่อแม่ของพวกเขามาไม่ได้ จากสถานการณ์ในประเทศเมียนมาตอนนี้ จะสามารถให้ญาติที่อยู่ใกล้ที่สุด เขียนใบมอบอำนาจมาได้ไหม”

ปัญหาที่แรงงานก่อสร้างกลุ่มนี้ประสบอยู่คือ การที่พวกเขาเดินทางไปยังสถานีตำรวจหรือโรงพยาบาล เพื่อแจ้งว่าเป็นเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิตหรือสูญหาย แต่ทางการจำเป็นต้องให้ญาติพี่น้องผู้มีอำนาจตามกฎหมายแสดงตัวเท่านั้น ถึงจะสามารถดำเนินเรื่องได้ แต่วิถีชีวิตของแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ พวกเขามักเดินทางเข้ามาทำงานตัวคนเดียวเป็นส่วนมาก

อย่างไรก็ดี กระทรวงแรงงานยังไม่มีข้อสรุป หรือมาตรการในการช่วยเหลือ ในกรณีที่แรงงานที่เสียชีวิตไม่มีญาติพี่น้องอยู่ในประเทศไทย 

สุธาสินี ได้เสนอว่า เงื่อนไขปกติของกฎหมายตอนนี้ เป็นปัญหาต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติในเรื่องรับเงินชดเชยจากกองทุนทดแทน (สำนักงานประกันสังคม) อย่างแน่นอน เพราะสิทธิประโยชน์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ในกรณีที่แรงงานเสียชีวิต หรือสูญหาย ต้องเป็น บิดา มารดา และภรรยาที่จะทะเบียนสมรส และทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

รวมทั้งเงื่อนไขพิเศษที่สำนักงานประกันสังคมตั้งขึ้นมา สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน วีซ่า และข้อมูลนายจ้างต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากแรงงานไทย ที่สามารถยื่นได้โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนแค่เพียงใบเดียว ดังนั้น จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ทั้งตัวแรงงานข้ามชาติหรือทายาท มีโอกาสเข้าไม่ถึงการเยียวยาจากกองทุนเงินทดแทน

[เข้ามาทำงานถูกต้อง แต่ไม่รู้ว่าอยู่ในระบบประกันสังคมหรือไม่]

“ตอนนี้พวกผมต้องหยุดงานแบบนี้ พวกผมสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง” มิน เท็ต กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. เป็นต้นมา พวกเขาถูกให้หยุดทำงานอย่างไม่มีกำหนด ทั้งยังแสดงความไม่มั่นใจว่า ตนเองอยู่ในระบบประกันสังคมหรือไม่  

พวกเขารู้เพียงว่าในทุกๆ เดือนนายจ้างจะหักเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งของพวกเขาไป  โดยมิน เท็ต ได้แสดงบัตรประกันอุบัติเอกชนที่นายจ้างระบุว่า ใช้ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับประกันสังคม

“พวกผมทำ MOU กับมี CI ถูกต้องทุกอย่าง”

โดย MOU ที่พวกเขากล่าวถึง หมายถึง สถานะความร่วมมือด้านการจ้างงานระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา,ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม) ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเขาเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้ง CI คือ หนังสือรับรองสถานะบุคคล เป็นเอกสารที่แสดงการรับรองสัญชาติเมียนมา

กระทรวงแรงงานได้ตอบคำถามนี้ แก่ มิน เท็ต และจอ ซิน ว่าในกรณีที่พวกเขาประสงค์ที่จะทำงาน แต่นายจ้างไม่มีงานให้ทำ ถือว่าเป็นสิทธิของแรงงานในการได้รับค่าจ้างตามปกติ 

โดยถ้าหากนายจ้างไม่จ่ายเงินสามารถมาเขียนคำร้องต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ รวมทั้งการเปลี่ยนนายจ้างจะกระทำได้ต่อเมื่อ นายจ้างเลิกจ้างหรือเสียชีวิต, นายจ้างกระทำทารุณกรรมหรือทำร้ายร่างกาย, นายจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างงาน, นายจ้างล้มละลายหรือหยุดกิจการ, สภาพการทำงานไม่ปลอดภัย, และนายจ้างใหม่ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้นายจ้างเดิม เท่านั้น

มิน เท็ต แสดงความเป็นกังวลต่อ ว่าหากนายจ้างของเขาไม่ได้นำพวกเขาเข้าสู่ระบบประกันสังคม จะทำให้เพื่อนร่วมงานของเขาที่เสียชีวิต ได้รับเงินชดเชยหรือไม่

สมศักดิ์ พรหมดำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ที่ได้เดินทางลงมายังพื้นที่ ก็ได้ให้ความมั่นใจกับกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบว่า ‘หากพวกเขาเป็นคนงานที่ทำงานอยู่ภายในอาคารดังกล่าว’ ทางกระทรวงแรงงานจะเข้าไปดูแล

อย่างไรก็ดี สุธาสินี ที่ทำงานคลุกคลีกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติมาเป็นเวลานาน ก็ได้ตั้งข้อเกตเพิ่มเติมว่า นอกจากรายชื่อแรงงานที่ทำงานกับผู้รับเหมาในอาคารดังกล่าวที่เปิดเผยออกมาแล้ว เธออยากให้ทางกระทรวงแรงงานตรวจสอบ กลุ่มคนงานที่ทำงานรับจ้างรายวันที่ไม่ได้มีนายจ้างประจำ ซึ่งสุธาสินีคาดการณ์ว่า จำนวนรายชื่อของผู้สูญหายอาจจะมีมากกว่า ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน ยืนยัน ตอนนี้ได้เรียกนายจ้างที่เป็นผู้รับเหมาทั้งหมดในอาคาร เข้ามาพูดคุยรายละเอียดแล้ว

[ไม่อาจมองข้าม สุขภาพจิตของผู้ได้รับผลกระทบ]

ระยะสายตามองเห็น บริเวณตรงข้ามกับบริเวณอาคารที่ถล่ม ครอบครัวของผู้สูญหายจำนวน 4-5 ครอบครัว ยังคงเฝ้ารอผู้สูญหายอยู่ทุกวัน ครอบครัวหนึ่ง ที่ปักหลักมาตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. เดินทางมาจาก จ.เพชรบูรณ์ พวกเขาเล่าว่ามีสมาชิกในครอบครัว 1 คน ทำงานเป็นช่างไฟอยู่ภายในอาคารที่ถล่ม จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันร่างของผู้สูญหาย

อีกมุมหนึ่ง สุธาสินี แสดงความเป็นกังวล ต่อสภาพจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ เธอเล่าว่า ประสบการณ์ที่เดินทางเข้าไปเยี่ยมแรงงานในแคมป์ว่า มีชายคนหนึ่งที่ภรรยาติดอยู่ภายใต้ซากของอาคาร อยู่ในสภาวะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ในขณะที่ตัวหัวหน้างานออกเดินทางไปยังบริเวณอาคารที่ถล่มทุกวัน เพื่อรอคอยเพื่อนร่วมงานของเขา

“เราลองนึกภาพคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เห็นอาคารถล่มและคนที่เขารักอยู่ในนั้น เราเป็นห่วงเรื่องสุขภาพจิตของแรงงานกลุ่มนี้ มันคือความรุนแรงทางจิตใจที่พวกเขาต้องเผชิญ”

สุธาสินีกล่าวว่า เพื่อช่วยเหลือแรงงานกลุ่มนี้ ภาครัฐและภาคประชาสังคมต้องทำงานร่วมกันให้ได้มากยิ่งขึ้น 

แต่อัปเดตสถานการณ์ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. มีการเคลียร์พื้นที่บริเวณศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือแรงงาน ทำให้เกิดความสับสน และยังไม่มีคำตอบสำหรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลือ ว่าพวกเขาจะไปร้องเรียนที่ใด

ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน เสนอแนะทิ้งท้ายว่า ภาครัฐควรมีจุด One stop service ที่หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงแรงงาน, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (แรงงานบางส่วนเอกสารสูญหายระหว่างเกิดอุบัติเหตุ), กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งภาคประชาสังคมที่มีนักกฎหมายและล่าม ที่สามารถคอยสนับสนุนงานของภาครัฐ นอกจากนี้ควรมีการพูดคุยสามฝ่ายให้นายจ้าง ลูกจ้างที่อยู่ไซต์งาน และ กระทรวงแรงงาน เพื่อช่วยเหลือและให้ข้อมูลแก่แรงงานกลุ่มนี้ ให้สามารถผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้

podcast

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า