{{-- --}}
Advertisement

SHARE

นพ.ทวีศิลป์ เผยยอดผู้ป้วยติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น 51 ราย รวมผู้ป้วยสะสม 2,220 ราย พร้อมยืนยันยังไม่มีการประกาศมาตรการเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง ย้ำต้องให้เวลปรับตัวกับมาตรการที่เพิ่งประกาศไป

วันที่ 6 เม.ย. 2563 เมื่อเวลา 11.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงภายหลังการประชุมประจำวันของ ศบค. ว่า วันนี้มีผู้ป่วยยืนยันเพิ่มขึ้น 51 ราย กลับบ้านได้เพิ่ม 119 ราย รวมกลับบ้านแล้ว 793 ราย ยังรักษาตัวในโรงพยาบาล 1,353 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 3 ศพ รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 26 ศพ ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,220 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิต 3 ราย มีรายละเอียดดังนี้
1. ชายไทยอายุ 28 ปี พนักงานบริษัทใน กทม. มีประวัติเพื่อนร่วมงานภรรยาติด COVID-19 มีอาการไอ เจ็บ คอ ตรวจพบออกซิเจนลดลง พบติดเชื้อ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา และเสียชีวิตวันเดียวกัน

2. ชายไทย อายุ 51 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว มีภาวะอ้วนและโรคเบาหวาน มีอาการไอ ปวดกล้ามเนื้อ และหนาวสั่น พบปอดอักเสบรุนแรง พบติดเชื้อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมาและเสียชีวิตวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา

3. ผู้ป่วยหญิง 59 ปี อาชีพค้าขาย มีโรคประจำตัวเบาหวาน มีประวัติเล่นการพนันหลายที่ใน กทม.เริ่มป่วย 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ไม่มีไข้ และหายใจเหนื่อยหอบ พบปอดอักเสบ และเสียชีวิตวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา

ผู้ป่วยใหม่ 51 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยยืนยัน 25 คน กระจายไปหลายจังหวัด 22 คน พิธีกรรมทางศาสนาลดลง 3 คน, กลุ่มที่ 2 ไม่เกี่ยวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 19 คน มีบุคลากรการแพทย์ 13 คนโดยอยุ่ในสังกัดโรงพยาบาลเอกชน 11 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเป็นดูแลผู้ป่วยและมีกิจกรรมร่วม เช่น การกินอาหาร ส่วนคนเดินทางกลับจากต่างประเทศลดลง เหลือ 1 คนและกลุ่มที่ 3 รอสอบสวนโรค 7 คน

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า การแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 พบกระจายไป 66 จังหวัดทั่วไทย และมี 11 จังหวัดที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ คือ จ.สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท กำแพงเพชร ตราด น่าน บึงกาฬ พังงา พิจิตร ระนอง และ จ.สตูล ส่วนส่วนตัวเลขผู้ป่วยสะสมมากที่สุดยังอยู่ที่กรุงเทพมหานคน คือ 1,051 คน

สำหรับภาพรวมผู้ป่วยติดเชื้อใน กทม.ในช่วง 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค. – 4 เม.ย.พบว่า การติดเชื้อที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยัน 288 คน เมื่อมีการสอบสวนโรคพบว่า ติดจากการอยู่ร่วมบ้านสูงถึง 102 คน ถือเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 35% เมื่อจำแนกเป็นกลุ่มอายุพบว่า 25-59 ปีสูงถึง 69 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป 15 คน และอายุ 0-14 ปี 8 คน นอกจากนี้ในกลุ่ม 25-59 ปี พบว่า 50 คนติดจากการร่วมมงาน

นพ.ทวีศิลป์ เปิดเผยผลการดำเนินงานหลังมีการประกาศมาตรการเคอร์ฟิว 22.00 น.ถึง 04.00น. ว่า เมื่อคืนวันที่5 เมษายน และเช้าวันที่ 6 เมษายน พบว่ามีผู้ฝ่าฝืนและออกนอกเคหสถาน 919 ราย และพบมีการมั่วสุมเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในเคหะสถานอีก 79 ราย ถ้าประชาชนไม่ปฏิบัติตามเคอร์ฟิว จะมีการตักเตือนและดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินคดีไปแล้ว 708 คน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนให้ทำตามมาตรการ เพื่อตัวของตนเอง พร้อมยืนยันยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงแต่อย่างใด ซึ่ง จะเป็นความใจผิดจากกระแสข่าวเอกสารของกระทรวงมหาดไทย ที่ส่งไปยังผู้ว่าทุกจังหวัด ให้เตรียมการเพื่อยกระดับเพื่อนำนโยบายไปปฏิบัติงานจริงเท่านั้น ซึ่งการตีความของสื่ออาจทำให้เข้าใจผิดได้

ส่วนผู้ที่ต้องการเดินทางกลับมายังประเทศไทยที่รอต่อเครื่องอยู่ที่สนามบินของประเทศนั้นๆ จากรายงานมีที่ประเทศญี่ปุ่น 12 คน กรุงโซล 35 คน และเนเธอร์แลนด์ 1 คน ทั้งหมดสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆได้ดำเนินการดูแลอยู่ นอกจากนี้ ในวันนี้จะมีเที่ยวบินจากทางอินโดนีเซีย 111 คน จะมาลงที่สนามบินหาดใหญ่เวลา 16.00 น. ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมของศูนย์ EOC แล้ว และจะนำทั้ง 111 คนไปอยู่ในพื้นที่ที่รัฐได้จัดเตรียมไว้ให้ก่อน คนไทยที่อยู่ต่างประเทศที่ต้องการเดินทางกลับมาไทยหลังจากนี้ขอความกรุณาติดต่อสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆเพื่อที่ไทยจะได้ทราบจำนวน และวันเวลาที่จะเดินทางกลับมา และเพื่อเตรียมมาตรการในการ รองรับกลุ่มบุคคลที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ

[คำถามที่น่าในใจจากสื่อมวลชน]

  1. การแชร์เอกสารที่มีการตีความว่าจะประกาศเคอร์ฟิว 24 ชม.

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ยืนยัน ยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง เพราะเพิ่งประกาศเคอร์ฟิว 6 ชั่วโมงตั้งแต่เวลา 22.00 -04.00น. ทุกวัน และอยู่ในช่วงที่ประชาชนกำลังต้องการการปรับตัว ถ้าหากทุกคนทำได้ และตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อลดลง ก็ยังไม่ต้องมีมาตรการเพิ่มขึ้น แต่หากมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ก็อาจมีการพิจารณามีมาตรการที่ที่เข้มข้นขึ้น ส่วนเอกสารที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งถึงทุกจังหวัด เป็นการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการ มีการแจ้งรายละเอียดแปลงจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ยืนยันว่า สื่อที่นำไปแปลงไม่ควรส่งผลให้มีผลกระทบทำให้ประชาชนตื่นตระหนก โฆษก ศบค. พร้อมย้ำว่า การแชร์ข้อมูลไม่เป็นจริง ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ นั้นมีโทษ

  1. หน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 ที่มีการบริจาคไม่ได้มาตรฐาน

โฆษก ศบค. กล่าวว่ามีการร้องเรียนกันมาพอสมควรว่าถูกหลอก สำหรับผู้ที่ต้องการจะบริจาคหน้ากากอนามัยขอให้ประสานหน่วยงานหรือโรงพยาบาลให้ชัดเจนเพราะ คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ หากบริจาคหน้ากากอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐานไปจะใช้งานไม่ได้

  1. การจัดสรรหน้ากาก N95 ให้กับหน่วยกู้ภัยหรือไม่

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า หน้ากาก N95 มีคุณสมบัติสูงและราคาแพง และกำลังขาดแคลนกันทั่วโลก ความต้องการใช้หน้ากากอนามัยมีสูง ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรเฉพาะหน้ากากทางการแพทย์ให้กับหน่วยกู้ภัยเช่นเดียวกับแพทย์ ส่วนหน้ากาก N95 จะพิจารณาตามความเสี่ยงเพื่อจัดสรรในเรื่องนี้

  1. การให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ มีมาตรการอย่างไร

นพ.ทวีศิลป์ ชี้แจงว่า ผู้ที่ต้องการเดินทางกลับไทยขอให้ไปรายงานตัวไปที่สถานทูต เพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ ตามขั้นตอน และเมื่อได้ตั๋วเครื่องบินแล้วขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อที่ทางการไทยจะเตรียมความในการจัดเตรีบบุคลากรที่จะต้องตรวจคัดกรอง และการจัดที่สำหรับคัดกรอง อาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

  1. การนำพลาสมาผู้ป่วยโควิด-19 ไปรักษาจะทำได้อย่างไร และติดตามตัวผู้ที่หายแล้วอย่างไร

โรคนี้เป็นโรคอุบัตใหม่ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงต้องคิดค้นวิธีในการรักษา การใช้พาสม่าหรือน้ำเหลือของผู้ที่รักษาหายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันโควิด จะสามารถนำไปช่วยในการยับยั้งและป้องกันเชื้อได้ในรายที่สามารถทำได้  ทางสภากาชาดฯ จึงอยากขอให้ผู้ป่วยที่หายแล้ว

 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...