{{-- --}}
Advertisement

SHARE

สธ.แถลงสถานกาณ์แพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 พบไทยมีผู้ป่วยเพิ่มอีก 1 รายติดจากผู้ป่วยรายที่ 37 ยืนยันการแพร่ระบาดยังอยู่ระยะ 2 ย้ำหน้ากากอนามัยใช้ให้ถูกประเภทไม่ขาดแคลน

วันที่ 2 มี.ค.2563 นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมคณะร่วมกันสถานการณ์โควิด-19 ว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยเพิ่มอีก 1 คน เป็นหญิงไทย อายุ 22 ปี มีอาชีพดูแลนักท่องเที่ยว เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้รายที่ 37 ชายไทยอาชีพพนักงานขับรถให้นักท่องเที่ยว ทำให้ขณะนี้ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล 11 ราย กลับบ้านแล้ว 31 ราย เสียชีวิต 1 รายรวมสะสม 43 ราย

นพ.สุขุม เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการขยายเกณฑ์การเฝ้าระวังสอบสวนโรคผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เป็นกลุ่มก้อน 5 คนขึ้นไป เพื่อยกระดับความไวในการตรวจจับการติดเชื้อในชุมชน เช่น ผู้ป่วยที่ไปในสถานที่แห่งเดียวกันในช่วงสัปดาห์เดียวกัน พร้อมกันนี้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้ตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 จำนวน 8 ท่าน ให้มีหน้าที่และอำนาจให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการประกาศพื้นที่เขตติดโรค และให้คำแนะนำแก่อธิบดีกรมควบคุมโรค ในการประกาศโรคระบาด ให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหรืออธิบดีกรมควบคุมโรค ในการประกาศยกเลิก เมื่อสภาวการณ์ของโรคสงบลงหรือมีเหตุอันควร และปฏิบัติการอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

กระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมทางไกลร่วมกันนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อซักซ้อมแผนรองรับสถานการณ์ ทำความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานระดับพื้นที่ ให้ทุกจังหวัดปรับใช้ขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม เพิ่มทักษะบุคลากรในระบบบัญชาการเหตุการณ์และบุคลากรผู้ปฏิบัติการ ตามแนวทางดังนี้

1.ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ ทั้งในและช่องทางเข้าออก ระหว่างประเทศตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 อย่างเคร่งครัด
2.ปฏิบัติตามแนวทางการวินิจฉัย การดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่กรมการแพทย์และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกำหนดอย่างเคร่งครัดรวมทั้งประสานการปฏิบัติหน่วยบริการสาธารณสุทุกหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เกิดการบูรณาการด้านการรักษา เพื่อประสิทธิภาพการรักษาสูงสุด
3.บริหารจัดการทรัพยากรที่จำเป็น 18 รายการทั้งในระดับจังหวัดและเขตสุขภาพ โดยประสานการปฏิบัติกับศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ให้พร้อมใช้คุ้มค่า และความปลอดภัยสูงสุดของผู้ปฏิบัติงาน
4.กรณีประชาชนเดินทางกลับมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงตามที่กรมควบคุมโรคกำหนด และสถานที่ที่มีการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกันของประชาชนจำนวนมาก ขอให้ดำเนินการตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด
5.เน้นมาตรการ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ใช้หน้ากากผ้า การทำความสะอาดจุดสัมผัสต่างๆ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยการมีส่วนร่วมของ อสม. และภาคประชาชน
6.ประชุมและสั่งการในระดับจังหวัดและระดับเขตอย่างต่อเนื่อง ยกระดับการปฏิบัติงานโดยใช้ กลไกคณะกรรมการโรคติดต่อระดับจังหวัด และเตรียมพร้อมกรณีหากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีการแพร่กระจายในวงกว้าง ตั้งเป้าให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีความเข้าใจและสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อตอบโต้สถานการณ์ จัดการอุปสรรค์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกกระทรวง

เมื่อถามถึงสาเหตุที่แท้จริงกรณีผู้เสียชีวิติรายอายุ 35 ปี นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรณีชายไทยอายุ 35 ปีเสียชีวิตไม่ได้ปฎิเสธ แต่เป็นไปตามเงื่อนไขในการพิจารณาในคณะกรรมการวิชาการ เป็นเรื่องปกติของการแพทยที่มีผู้ป่วป่วยติดเชื้อ จะต้องนำพิจารณาในคณะกรรมการ แม้แต่การตายของผู้ป่วยไข้เลือดออก แต่ละเคสจะนำเข้าไปพิจารณาในลักษณะเดียวกัน ยืนยัน ไทยมีการแพร่ระบาดอยู่ในวงจำกัด หรือระยะที่ 2 ยังไม่เข้าสู่ระยะที่ 3

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงหน้ากากอนามัยที่มีการนำมาขายในออนไลน์มีคุณภาพหรือไม่ โดยยืนยันว่าหากเป็นของ สธ.ในฐานะที่เป็นผู้เตือนการแพร่ระบาดของโรคจะต้องดูแลคุณภาพให้ดี แต่ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กำกับ ต้องตรวจคุณภาพและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคด้วย

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า สำหรับคนทั่วไปไม่มีอาการป่วยแต่ต้องการป้องกันตัวเองให้ใช้หน้ากากผ้า แต่ไม่ได้ป้องกัน 100%  ส่วนหน้ากากอนามัยที่มีสารเคลือบด้านหน้า เหมาะสำหรับผู้ป่วยและบุคคลากรที่ต้องรับผิดชอบกับผู้ป่วย ใช้ตามความจำเป็นไม่ผิดประเภท และหน้ากาก N95 ใช้สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ

ส่วนปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัย นพ.สุขุม ชี้แจงว่า ได้ทำการสำรวจแต่ละโรงพยาบาลของภาครัฐและเอกชน เพื่อดูความต้องการภาพรวมของทั้งประเทศ โดยให้โรงพยาบาลในสังกัดสาธารณสุข กทม. ทหาร แจ้งไปที่จังหวัด ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ได้เป็นผู้จัดจำหน่าย หรือผลิด แต่จะสำรวจความต้องการให้ เบื้องต้นจะทำการเกลี่ยหน้ากากอนามัยจากโรงพยาบาลที่ไม่มีการแพร่ระบาดนำไปให้โรงพยาบาลที่ต้องการก่อน คิดว่าการขาดแคลนไม่มี

เมื่อถามถึงความช่วยเหลือผีน้อยหรือชาวไทยที่ไปทำงานประเทศเกาหลีที่ต้องการเดินทางกลับจากต่างประเทศ ดูแลอย่างไร นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า เกาหลีเป็นประเทศเสี่ยงผู้ที่จะเดินทางกลับจะต้องทำการคัดกรองก่อนขึ้นเครื่อง หากมีไข้จะไม่ให้ขึ้นเครื่อง เมื่อถึงประเทศไทยแล้วจะทำการคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง หากมีไข้จะส่งไปที่โรงพยาบาล ไม่มีก็กลับไปสังเกตุการณ์ที่บ้าน ในส่วนของการรับกลับนั้นจะมีสถานทูตเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้

เมื่อถามถึงยาที่จะนำเข้าจากประเทศจีน มีเพียงพอหรือไม่ นพ.สุขุม กล่าวว่า ได้มีการประสานงานจากรัฐบาลจีนเพื่อสั่งซื้อยามาเพิ่ม เมื่อเช้านำยามาเพิ่มให้อีก 2,000 เม็ด เพื่อใช้สำหรับผู้ป้วยซึ่งจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปเรามีการตื่นตัวและพัฒนายาในไทยเช่น ฟ้าทะลายโจร และวัคซีนต่างๆ

สำหรับสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในไทย พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล 11 ราย กลับบ้านแล้ว 31 ราย เสียชีวิต 1 ราย รวมสะสม 43 ราย,  ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม – 1 มีนาคม 2563 มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 3,252 ราย คัดกรองจากทุกด่าน 95 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 3,157 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วและอยู่ระหว่างติดตามอาการ 1,872 ราย ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 1,380 ราย

สถานการณ์ทั่วโลกใน 66 ประเทศ ข้อมูลตั้งแต่ 5 มกราคม – 2 มีนาคม 2563 (07.00 น.) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 88,282 ราย เสียชีวิต 3,000 ราย ส่วนประเทศจีนพบผู้ป่วย 79,828 ราย เสียชีวิต 2,870 ราย

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...