Advertisement

SHARE

ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 109,000 คนทั่วโลกแล้ว และหลายประเทศมีอัตราการขยายตัวของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็มีอีกหลายประเทศ ที่รัฐบาลสามารถจัดการและควบคุมการระบาดของไวรัสให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกคน และที่มากไปกว่านั้น คือการกระจายเครื่องมือป้องกันที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ให้เข้าถึงประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

 

ไต้หวัน-เทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนเข้าถึงหน้ากากอนามัย ลดความตื่นตระหนก

 

ไต้หวันแก้ปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลนด้วยการให้โรงงานเพิ่มกำลังผลิตจาก 7 เป็น 8.2 ล้านชิ้นต่อวัน และสั่งห้ามส่งออกตั้งแต่ม.ค.ทางการยังออกนโยบายการปันส่วนหน้ากาก โดยจำกัดการซื้อ 3 ชิ้นต่อคนต่อสัปดาห์ ทำให้ประชาชนไม่ต้องต่อคิวเพื่อแย่งกันซื้อ

 

ก่อนการจำหน่าย ร้านขายยาแต่ละร้านจะขอบัตรทองหรือบัตรประกันสุขภาพของผู้ซื้อมารูด ผ่านระบบหลักประกันสุขภาพ ทำให้ร้านทราบข้อมูลว่าผู้ซื้อเคยซื้อมาแล้วกี่ชิ้น ทำให้ควบคุมอุปทานได้ง่าย โดยผู้ซื้อแต่ละคนจะมีเวลาซื้อแตกต่างกัน เช่น ผู้ที่มีบัตรทองลงท้ายด้วยเลข 1, 3, 5, 7, 9 จะซื้อได้เฉพาะวันจันทร์ หมุนเวียนกันไป

 

บริษัทหลายแห่งยังสร้างแอพพลิเคชั่นแผนที่หน้ากาก เพื่อแสดงข้อมูลว่า ร้านใดเหลือหน้ากากอนามัยจำนวนเท่าใด ในแบบเรียลไทม์ ทำให้ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าหน้ากากจะขาดตลาด และเดินไปซื้อได้ถูกร้าน โดยได้รับความช่วยเหลือจากออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล ที่ทำหน้าที่ในการดูแลการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ประกอบด้วยแผนที่แบบอินเตอร์แอคทีฟ กว่า 100 แบบ หลังรัฐบาลไต้หวันประกาศนโนบายการปันส่วนหน้ากาก เมื่อวันที่ 6 ก.พ.

 

 

แผนที่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ “แผนที่หน้ากากสำเร็จรูป” โดยบริษัท “กู๊ดไอเดีย สตูดิโอ” เนื่องจากสามารถแสดงข้อมูลได้แบตรงไปตรงมาที่สุด เพราะใช้ระบบรหัสสี ที่ระบุให้เห็นว่า หน้ากากที่เหลืออยู่ในสต็อกมีสัดส่วนเท่าใด โดยผู้ใช้สามารถกดเลือกที่แถบสีด้านข้าง แบ่งเป็น “สีเทา” (ไม่มีหน้ากาก), “ชมพู” (20% หรือน้อยกว่า), “เหลือง” (20-50%), “เขียว” (มากกว่า 50%) และ “น้ำเงิน” (แสดงข้อมูลทั้งหมด)

 

แผนที่ยังระบุชื่อร้าน ที่ตั้ง เวลาเปิด-ปิด และเบอร์ติดต่อ ทั้งยังมีการแยกจำนวนหน้ากากของผู้ใหญ่และของเด็กว่าเหลือในสต็อกเท่าใดด้วย

 

นอกจากนั้น ทางการไต้หวันยังได้ยกระดับการตอบสนองต่อการรับมือสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เป็นระดับสูงสุด ตั้งแต่เดือนที่แล้ว และทุ่มงบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาท ในการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ ที่รวมถึงการปล่อยกู้ให้แก่ภาคธุรกิจรายย่อย การให้การอุดหนุนบริษัทท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ หรือแม้แต่การแจกบัตรกำนัลสำหรับนำไปใช้ในการใช้จ่ายซื้ออาหารในตลาดกลางคืนที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน

 

การยกระดับมาตรการครั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลไต้หวันสามารถสามารถดำเนินการตอบสนองสถานการณ์การระบาดได้อย่างรวดเร็วด้วยทรัพยาการที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่

 

 

สิงคโปร์-การสื่อสารทั่วถึงและชัดเจน

 

ความโปร่งใสของรัฐบาลและการที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วถึง การให้ความช่วยเหลือด้วยการให้ความรู้กับพลเมือง ถึงเรื่องความเสี่ยงและมาตรการเฝ้าระวังที่จำเป็น ช่วยลดความหวาดกลัวของประชาชนได้ดี ในแง่นี้รวมถึงการจัดการข่าวลือได้อย่างชาญฉลาดของรัฐ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เกิดจากการทำงานอย่างเป็นระบบของรัฐบาลสิงคโปร์

 

ในช่วงเดือนที่ผ่านมากระแสของโรค COVID-19 สร้างความวิตกกังวลให้กับทุกคนอย่างมาก ทั้งตัวเลขผู้ป่วย ผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นนี้ จำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการลดความวิตกกังวลให้กับประชาชนอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว จนได้รับเสียงชื่นชมจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

 

 

นับตั้งแต่เดือนมกราคม สิงคโปร์แจ้งข้อมูลการระบาดให้ประชาชนรับทราบวันละ 2-3 ครั้ง ผ่านบริการ WhatsApp ที่มีผู้ใช้ในสิงคโปร์กว่า 4 ล้านคน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวเท็จตามสื่อต่างๆ ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวนผู้ที่ที่รักษาหาย และออกจากโรงพยาบาลแล้ว

 

กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ ใช้มาตรการขั้นสูงสุด เพื่อคัดกรองผู้ป่วยทั้งที่เข้าข่าย และไม่เข้าข่าย ทั้งผู้ที่มีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่และปอดบวม โดยเฉพาะผู้ที่รักษาตัวในโรงพยาบาล

 

กระทรวงสาธารณสุขยังทำการทดสอบตัวอย่างที่เก็บรวบรวมมาจากผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่นมีไข้หรือไอ จากคลินิกแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและโพลีคลินิก เพื่อตรวจหาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ

 

รวมถึงออกมาตรการที่มีชื่อว่า “Stay-Home Notice” สำหรับชาวสิงคโปร์ และผู้ที่ได้รับใบอนุญาตทำงานระยะยาว ที่เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังสิงคโปร์ โดยต้องสังเกตอาการอยู่ในที่พักอาศัยเป็นเวลา 14 วัน และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ แต่มีข้อยกเว้นสามารถออกมาซื้ออาหาร และของใช้ได้บ้างตามความจำเป็น

 

นอกจากนั้น รัฐบาลสิงคโปร์ยังใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ด้วยการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในการแปลภาษา เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ โดย AI ถูกนำมาใช้เพื่อแปลภาษาอังกฤษ ให้เป็นภาษาต่างๆ เช่น ภาษาจีน มาเลย์ และทมิฬ

 

นอกจากนั้นยังมีการนำระบบ AI มาใช้กับการตรวจวัดอุณหภูมิของผู้ที่เข้าออกอาคารสำนักงานต่างๆ ที่พบว่ามีความรวดเร็วกว่าระบบเดิมถึง 5 เท่า ที่กิดจากความร่วมมือของสำนักงานระบบข้อมูลสุขภาพแบบบูรณาการ (IHiS) และ “โครนิแคร์” บริษัทด้านเทคโนโลยีสาธารณสุข โดยระบบ “ไอเทอร์โม” (iThermo) สามารถสกรีนได้ถึว 8-10 คนต่อนาที เทียบกับการสกรีนโดยใช้มนุษย์ ที่ทำได้เพียง 2-3 คน

 

ประชาชนสามารถระบุภาษาที่ต้องการได้อย่างง่ายดายผ่านแบบฟอร์มการสมัคร ที่เรียกว่า Form.Sg ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดทำกลุ่มรายชื่ออีเมลได้ใน 30 นาที และเชื่อมต่อกับระบบของหน่วยงานต่างๆ ได้ โดยระบบนี้จะรับประกันได้ว่าข้อมูลจะผ่านการเข้ารหัสจากต้นทางถึงปลายทางและเชื่อมต่อกับคลาวด์ของรัฐบาล

 

มีระบบส่งข้อความที่รวดเร็ว เนื่องจากระบบเดิมจะใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมงในการใส่รายชื่อผู้สมัครใหม่ลงในรายชื่ออีเมล และระบบสามารถส่งได้เพียง 10 ข้อความต่อวินาทีเท่านั้น แต่ระบบใหม่นี้ สามารถส่งข้อความถึงประชาชนได้ 500 ข้อความ ต่อ 1 วินาที ทำให้ผู้สมัครรับข้อความจำนวน 5 แสนคน ได้รับข้อความในระยะเวลา 30 นาทีเท่านั้น

 

สิงคโปร์ยังใช้ระบบรายงานตำแหน่งสำหรับประชาชนที่ต้องสังเกตอาการ เพื่อที่กระทรวงแรงงานและการเข้าเมือง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและจุดตรวจ สามารถตรวจสอบข้อมูลของประชาชนที่ถูกกักโรคได้ โดยจะมีข้อความ SMS ส่งหาประชาชนที่ต้องสังเกตอาการสุ่มตามระยะเวลาในแต่ละวัน และจะรายงานตำแหน่งปัจจุบันกลับไปโดยอัตโนมัติ เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขากักตัวอยู่ที่บ้าน

 

นอกจากนี้ยังมีระบบแช็ตบ็อตที่คอยตอบคำถามเกี่ยวกับมาตรการป้องการระบาดเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถอธิบายข้อมูลแก่ประชาชนได้อย่างถูกต้อง

 

ด้านนายเฮง สวี เกียต รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีคลังสิงคโปร์ ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่า ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ทั้งนาง ฮาลิมาห์ ยาคอบ ประธานาธิบดีสิงคโปร์ นาย ลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ยินดีจะไม่รับเงินเดือน 1 เดือน รวมถึง ส.ส.ทั้งหมดของสิงคโปร์จะงดรับเบี้ยเลี้ยง 1 เดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือข้าราชการอาวุโสจะรับเงินเดือนเพียงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อสนับสนุนโบนัสให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่แนวหน้าที่เกี่ยวข้องซึ่งกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

 

 

ญี่ปุ่น-หน้ากากส่งถึงบ้าน เตรียมงบประมาณช่วยเหลือธุรกิจ

 

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมออกกฎหมายพิเศษที่จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 2 ปี เพื่อรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ดียิ่งขึ้นและสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินได้ถ้าจำเป็น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1,000 ราย

รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนที่จะปรับแก้กฎหมายเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มีอยู่เดิมมาใช้กับไวรัสโควิด-19 เพื่อให้สามารถใช้ขั้นตอนคล้ายกันนี้ เป็นเวลา 2 ปีจนกว่าจะถึงเดือน ก.พ. 2565

ทั้งนี้ ไวรัสโควิด-19 ได้รับการจัดให้เป็น “โรคติดเชื้อที่ต้องควบคุมโดยข้อกำหนดทางกฎหมาย” ในญี่ปุ่น เมื่อเดือน ก.พ.

หากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้และมีการประกาศภาวะฉุกเฉินในบางพื้นที่ของญี่ปุ่นจากนายกรัฐมนตรี รัฐบาลท้องถิ่นจะสามารถสั่งให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน สั่งปิดโรงเรียน และจำกัดการใช้สถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันได้

 

 

ด้านกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการของญี่ปุ่น เริ่มแจกหน้ากากอนามัยด้วยการส่งไปรษณีย์ไปยังประชาชนในประเทศ พื้นที่เมืองคิตะมิ จ.ฮอกไกโด หลังหน้ากากอนามัยขาดแคลน กระทรวงสาธารณสุข ตัดสินใจที่จะให้ความสำคัญกับการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้ประชาชนในเมืองคิตะมิ ซึ่งจะครอบคลุมจำนวนประชากรจำนวน 61,638 ครัวเรือน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดแบบกลุ่ม เกิดขึ้นในห้องโถงนิทรรศการของตกแต่งบ้าน ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อใน จ.ฮอกไกโด เพิ่มสูงขึ้น

 

สำหรับบรรจุภัณฑ์ของหน้ากากอนามัยนั้นจะมีคำแนะนำการใช้งานโดยเน้นว่า “ผู้ที่มีอาการไอและมีอาการป่วยอื่นๆ ควรสวมหน้ากากอย่างอย่างเคร่งครัด” นอกจากนี้ยังมีข้อมูลการติดต่อของกระทรวงสาธารณสุขฯ เพื่อบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลืออีกด้วย

 

นโยบายแจกหน้ากากถึงหน้าบ้านเป็นผลมาจากการนำกฎหมายรับมือเหตุฉุกเฉินที่บังคับใช้เมื่อปี 1973 หรือเมื่อ 47 ปีที่แล้วมาใช้เป็นครั้งแรก เพื่อให้ประชาชนดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นต้องใช้งบประมาณจากเงินสำรองฉุกเฉินจากงบประมาณปี 2019 ราว 2,285 ล้านเยน หรือราว 682.54 ล้านบาทในการจัดซื้อหน้ากากอนามัย

 

นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเตรียมพิจารณายกเลิกวีซ่าที่มีการออกให้กับชาวจีนจำนวน 2.8 ล้านคน รวมถึงชาวเกาหลีใต้ที่ถือวีซ่าญี่ปุ่นอีกราว 17,000 คน เป็นการชั่วคราว เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศ

 

ทั้งนี้ หากญี่ปุ่นบังคับใช้มาตรการดังกล่าว จะทำให้ทั้งชาวจีนและเกาหลีที่พำนักในญี่ปุ่นอยู่แล้ว สามารถอยู่ในประเทศได้จนหมดวีซ่า แต่หากเดินทางออกจากญี่ปุ่น จะไม่สามารถกลับเข้าญี่ปุ่นได้ด้วยวีซ่าเดียวกัน เนื่องจากเป็นโมฆะชั่วคราว

 

 

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เปิดเผยว่า รัฐบาลจะออกโครงการเงินกู้ดอกเบี้ย 0% ให้กับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยรัฐวิสาหกิจอย่าง “เจแปน ไฟแนนซ์ ครอป” ก็จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยให้บริษัทขนาดเล็กสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและผยุงตัวเองในสภาวะที่ยากลำบากได้

 

นอกจากนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ปกครองที่ต้องลางานเพื่อมาดูแลบุตรหลานในช่วงที่โควิด-19 ระบาด หลังจากที่ญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียนทั้งหมดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และจะเปิดเรียนอีกครั้งในเดือนเม.ย.

 

นายอาเบะระบุว่า ผู้ปกครองจะได้รับเงินชดเชยรายได้จากที่หยุดงานไป นอกจากนี้ รัฐบาลจะจ่ายเงินเพื่อใช้สำหรับดูแลเด็กๆ ในช่วงที่โรงเรียนปิดภาคเรียน

 

ทั้งนี้ นายอาเบะได้ขอให้คณะรัฐมนตรียกระดับการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการฉุกเฉินที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการสนับสนุนผู้ปกครองที่มีบุตรหลานวัยเรียน และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

 

 

เกาหลีใต้-เครื่องมือตรวจสอบมีประสิทธิภาพ พบผู้ป่วยได้เร็ว

 

รัฐบาลเกาหลีใต้ได้กำหนดให้เมืองแทกู ซึ่งมีประชากร 2.5 ล้านคน ที่เป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสในเกาหลีใต้ หลังพบการติดเชื้อแบบเกาะกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับลัทธิชินชอนจี และเขตชองโด เป็นพื้นที่ดูแลพิเศษ

 

โดยนับตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. เกาหลีใต้ได้ตรวจหาไวรัสโควิด-19 ในประชาชนแล้วมากกว่า 140,000 ราย โดยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ราวร้อยละ 0.6 ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความแม่นยำในการยืนยันผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้เร็วที่สุดในโลก ทางเกาหลีใต้ยังมีศักยภาพในการตรวจสอบการติดเชื้อได้มากกว่า 10,000 คนต่อวัน ด้วยอัตราความแม่นยำที่มากกว่า 90% ตามโรงพยาบาล 79 แห่ง ที่รวมถึงโรงพยาบาลเอกชน และห้องปฏิบัติการสาธารณสุขทั่วประเทศ

 

 

นอกจากนั้น ยังมีการตั้งศูนย์ตรวจสอบเชื้อแบบ “ไดรฟ์-ทรู” อีกหลายแห่ง เพื่อลดการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ที่คาดว่ามีอาการลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยผู้ที่เข้าตรวจจะต้องขับรถไปยังสถานที่ที่กำหนดไว้ และต้องสวมหน้ากากอนามัย และการทดสอบเชื้อจะเกิดขึ้นในเต้นท์ที่ตั้งอยู่นอกอาคาร เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายภายใน โดยมีค่าใช้จ่ายราว 4,200 บาท

 

การแก้ปัญหาการระบาดของของเกาหลีใต้ ได้รับการพัฒนา หลังจากเผชิญการรับมือที่ไม่ดีนักจากการระบาดของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) ในปี 2015 ในครั้งนั้นประชาชนเกาหลีใต้เสียชีวิตไป 38 คน สาเหตุส่วนใหญ่คือการขาดแคลนชุดทดสอบ หลังจากนั้น เกาหลีใต้จึงได้เตรียมการระวังโดยเริ่มสร้างระบบชุดทดสอบไวรัสอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลในด้านการวิจัยและพัฒนา คิดเป็นร้อยละ 4.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ โออีซีดี ที่ราวร้อยละ 2.37

 

ทางการเกาหลีใต้ยังอนุญาตให้หน่วยงานที่กำกับดูแลโควิด19 ทำงานร่วมกับ บริษัท เทคโนโลยีชีวภาพและนักวิจัย ในการพัฒนาชุดอุปกรณ์ตรวจไวรัสโดยใช้ลำดับพันธุกรรมของไวรัสจากประเทศจีน

 

จนถึงปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้ สามารถถยับยั้งการแพร่ระบาดนอกเมืองแทกูได้แล้ว ส่วนในกรุงโซลซึ่งมีประชากรถึง 10 ล้านคน มีการพบผู้ติดเชื้อเพียง 103 ราย

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...