{{-- --}}
Advertisement

SHARE

วันที่ 6 พ.ค. เดอะ การ์เดียนรายงานว่า บริษัท วอลต์ ดิสนีย์ รายได้ลดลงในไตรมาสแรกของปีนี้กว่า 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 44,800 ล้านบาท หลังจากต้องปิดสวนสนุก ยกเลิกการฉายหนัง และรายได้จากโฆษณาที่ลดลง

วอลต์ ดิสนีย์ บริษัทด้านสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลกเปิดเผยว่า รายได้จากการดำเนินงานของบริษัท ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ สิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. อยู่ที่ 2,420 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 3,820 ล้านดออลาร์ หรือร้อยละ 37 เหลือหลังจากต้องปิดสวนสนุกทุกแห่ง ยกเลิกบริการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ และชะลอการสร้างภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์

ดิสนีย์ระบุว่า ผลกำไรดิ่งลงกว่าร้อยละ 91 เหลือ 475 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่รายได้รวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เป็น 18,000 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้จากสื่อยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ดิสนีย์ได้รับผลกระทบจากการะบาดของโควิด-19 ก่อนบริษัทหลายแห่งของสหรัฐฯ หลังจากต้องปิดสวนสนุกที่นครเซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง เมื่อเดือนมกราคม และปิดสวนสนุกในญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่จะเปิดเพิ่มเติมในสหรัฐฯ และยุโรปในเดือนมีนาคม

ดิสนีย์ระบุว่า รายได้จากฝ่ายสวนสนุกและผลิตภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 10 เหลือ 5,500 ล้านดอลลาร์ และรายได้จากการดำเนินธุรกิจลดลงร้อยละ 58

ส่วนดิสนีย์ พลัส (Disney+) บริการสตรีมมิ่งที่เพิ่งเปิดตัวของดิสนีย์ กลับได้ผลประโยชน์จากมาตรการกักตัวทั่วโลก โดยภายในสิ้นเดือนมีนาคม ดิสนีย์ พลัส มีผู้ตอบรับเป็นสมาชิก จำนวน 33.5 ล้านคน และเพิ่มเป็นมากกว่า 50 ล้านคนในเดือนเมษายน

นายบ๊อบ ชาเป็ก ซีอีโอของดิสนีย์กล่าวว่า บริษัทกำลังมองเห็นสัญญาณที่ดีของการกลับเข้าสู่ภาวะปกติในจีน และเตรียมเปิดสวนสนุกเซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ และเตรียมออกข้อปฏิบัติใหม่ในสวนสนุกทุกแห่ง เมื่อเปิดให้บริการอีกครั้ง ที่รวมถึงการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว การตรวจวัดอุณหภูมิ และการสวมหน้ากาก

ทั้งนี้ ก่อนการระบาด หุ้นของดิสนีย์มีราคาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อปีที่แล้ว ภาพยนตร์ 7 เรื่องของดิสนีย์ ทำรายได้เรื่องละมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ที่รวมถึง Avengers: Endgame, Frozen II และ The Lion King

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...