Advertisement

SHARE

กลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เมื่อหน้ากากอนามัยที่ไว้ใช้ป้องกันโคโรน่าไวรัส ที่ประชาชนหายากยิ่งกว่าอะไรดี แต่มีชายคนหนึ่งอ้างว่ามีหน้ากากที่ได้มาตรฐานอยู่ในมือถึง 200 ล้านชิ้น

ชายคนนี้ นำหน้ากากขายส่งออกไปจีน เพื่อโกยเงินก้อนโต ในสถานการณ์ที่คนไทยเองก็ต้องการหน้ากากอนามัยอย่างที่สุด

ถ้าหากเป็นเอกชนธรรมดา ก็อาจเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่จุดสำคัญคือ ชายคนนี้ระบุว่า เขามี “แบ็กอัพ” เป็นคนสนิทของร้อยเอกธรรมนั พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร และทำไมมันถึงสร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนทั่วไปมากขนาดนี้ Workpoint News จะสรุปสถานการณ์ทั้งหมดของหน้ากากอนามัยตั้งแต่แรกสุด โพสต์เดียวจบใน 23 ข้อ

1) กลางเดือนมกราคม ในประเทศไทยเริ่มมีคนหาซื้อหน้ากากอนามัย แต่สาเหตุหลักเป็นเพราะประเด็น PM 2.5 โดยเรื่องโคโรน่าไวรัสจากประเทศจีน ยังไม่ได้แพร่ระบาดมาสู่ไทย ดังนั้นยังไม่เป็นประเด็นที่สังคมส่วนใหญ่กังวลมากนัก

2) 22 มกราคม 2563 มีการพบผู้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสที่ไทยเป็นครั้งแรก โดยพบทั้งหมด 4 คนพร้อมกัน เป็นคนจีน 3 ราย และคนไทย 1 ราย โดยไม่ใช่แค่ที่ไทย แต่เจอผู้ติดเชื้อที่ประเทศอื่นๆ เช่นญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกาด้วย

3) 23 มกราคม 2563 สถานการณ์โคโรน่าไวรัสที่จีนไม่ดีขึ้น จากหลักสิบคน ในช่วง 2-3 วันก่อน พุ่งทะยานเป็น 830 คนในวันเดียว โดยถึงตรงนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ได้แนะนำ การติดเชื้อโคโรน่าไวรัสเกิดขึ้นจาก 2 เหตุผลหลักๆ คือ

– ไปสัมผัสกับพื้นผิวที่เชื้อไวรัสปะปน แล้วเผลอเอาเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัวเช่นเอา มือเข้าปาก ขยี้หู ขยี้ตาโดยไม่ตั้งใจ
– สัมผัสโดยตรงกับฝอยละออง (Droplet) จากลมหายใจของผู้ติดเชื้อที่เกิดจากการไอและจาม

การเอามือสัมผัสเชื้อไวรัสแล้วเผลอเอาเข้าร่างกาย สามารถจัดการได้ด้วยการล้างมือบ่อยๆด้วยแอลกอฮอล์ 70% ส่วนเรื่องฝอยละออง การใช้หน้ากาก จะสามารถช่วยป้องกันได้ส่วนหนึ่ง

ซึ่งเมื่อมีคำแนะนำดังนั้น ทั้งเจลล้างมือ และหน้ากากอนามัยจึงเริ่มถูกกว้านซื้อมากขึ้น ผู้คนเริ่มตระหนักว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นของสำคัญเวลาจะออกไปไหนมาไหนนอกบ้าน

4) 24 มกราคม 2563 ไต้หวันอ่านสถานการณ์ออกว่าเหตุการณ์แพร่กระจายของโคโรน่าไวรัสจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงประกาศยกเลิกห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยไปต่างประเทศ โดยให้เก็บหน้ากากเอาไว้ให้คนในประเทศใช้งานก่อน

5) 28 มกราคม 2563 การระบาดของไวรัสยังไม่มีทีท่าจะหยุด จำนวนที่จีนผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 4,515 คน ส่วนที่ไทยพบแล้ว 14 คน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยังไม่มีท่าทีในการระงับการส่งออกหน้ากากอนามัย โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ว่า “ขณะนี้บางเมือง เช่นเฉิงตู และเซี่ยเหมิน เริ่มมีความต้องการที่จะนำเข้าหน้ากากอนามัย และถุงมือยางพาราจากประเทศไทยเพิ่มเติมขึ้น จึงสั่งการให้กรมการค้าภายในเข้าไปดูแลใกล้ชิด เพราะอย่างน้อยการส่งออกก็ไม่มีปัญหาอะไร และพร้อมที่จะส่งออก เนื่องจากเรามีความจำเป็นที่จะต้องนำรายได้เข้าประเทศ”

นักข่าวถามต่อว่า มีนักท่องเที่ยวจีนบางส่วนกว้านซื้อหน้ากากอนามัยกลับประเทศ มีความเป็นห่วงหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า “ไม่มีปัญหาเราสามารถจำหน่ายได้ เพียงแต่ผู้ผลิตต้องไปปรับกำลังการผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังไม่ถึงขั้นประกาศเป็นสินค้าควบคุม เนื่องจากยังไม่มีเหตุความจำเป็น”

ขณะที่ นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายในระบุว่า “ปริมาณสต๊อกหน้ากากอนามัยอยู่ที่ 100 ล้านชิ้น ดังนั้นเชื่อว่าหน้ากากอนามัยทุกชนิด ทุกระดับราคา สามารถผลิตออกมาสู่ตลาดเพียงพอต่อความต้องการแน่นอน”

6) 1 กุมภาพันธ์ 2563 รัฐบาลสิงคโปร์ ประกาศให้ทหาร 1,500 นาย ช่วยกันแพ็คหน้ากากอนามัย 5.2 ล้านชิ้น เพื่อกระจายให้ทั้ง 1.3 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศตามทะเบียนบ้าน โดยทุกครอบครัวจะได้รับครอบครัวละ 4 ชิ้น

ขณะที่ในประเทศไทยเริ่มขาดแคลนอย่างเห็นได้ชัด ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีครูสาวโรงเรียนเอกชนเข้าแจ้งความ เนื่องจากถูกแก๊งต้มตุ๋นหลอกขายหน้ากากอนามัยทางออนไลน์ จนสูญเงินไป 81,000 บาท ขณะที่ร้านขายยาจำนวนมาก ทำป้ายติดหน้าร้านว่าหน้ากากทุกแบบขายหมดแล้ว

7) 4 กุมภาพันธ์ 2563 มีราชกิจจาฯ ประกาศให้หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือเป็นสินค้าควบคุม โดยมีคำสั่งห้ามส่งออกต่างประเทศเกินครั้งละ 500 ชิ้น ยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการค้าภายใน

ส่วนเรื่องราคา รัฐไม่ได้กำหนดว่า ต้องขายชิ้นละกี่บาท โดยระบุเพียงแค่ว่า ต้องการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด และราคาจำหน่ายต้องสอดคล้องกับต้นทุน

8) 7 กุมภาพันธ์ 2563 รัฐบาลประกาศขายหน้ากากอนามัย และเจลล้างมือ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเอาหน้ากากมาขาย 20,000 ชิ้นต่อวัน แต่พอขายจนถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ รัฐบาลไม่จำหน่ายแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นแจกให้ฟรีๆ วันละ 30,000 ชิ้นแทน

9) 13 กุมภาพันธ์ 2563 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายในระบุว่า “มีโรงงานผลิตหน้ากาก ตอบรับที่จะผลิตและส่งมอบหน้ากากอนามัยให้กับองค์การเภสัชกรรม เพื่อกระจายให้โรงพยาบาล จำนวน 3.5 แสนชิ้นต่อวันแล้ว” ดังนั้นเชื่อว่า แพทย์ และพยาบาล จะไม่มีประสบปัญหาหน้ากากขาดแคลนอย่างแน่นอน

10) แม้จะออกคำสั่งห้ามส่งออกไปแล้ว แต่ยังมีการลักลอบส่งออกต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหน้ากากอนามัยเป็นที่ต้องการอย่างมากในขณะนี้ และถ้าขายที่ต่างประเทศจะได้กำไรมากกว่าที่ไทยหลายเท่า ดังนั้นผู้ผลิตจึงฝ่าฝืนคำสั่งของกรมการค้าภายใน และในที่สุดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ก็สั่งห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยอย่างเด็ดขาด

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์เตรียมกระจายหน้ากากอนามัยกว่า 1 ล้านชิ้น เพื่อกระจายไปสู่ผู้บริโภคผ่านทาง 4 ช่องทาง ได้แก่ ร้านธงฟ้า, เซเว่นอีเลฟเว่น, บิ๊กซี และ เทสโก้ โลตัส

ก่อนในวันที่ 26 กุมภาพันธ์จะมีราชกิจจาฯ ออกมาอีก 1 ฉบับว่าสามารถส่งออกได้ แต่ก็ต้องผ่านการตรวจตราที่เข้มงวดจากภาครัฐไม่ใช่สามารถส่งออกได้อย่างอิสระเช่นเดิม

11) อย่างไรก็ตาม แม้กรมการค้าภายในจะพยายามระงับไม่ให้ส่งออกต่างประเทศแล้ว แต่ประชาชนก็หาซื้อหน้ากากได้ยากมากอยู่ดี และไม่เพียงแต่ชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น แม้แต่โรงพยาบาลหลายแห่งก็ยืนยันว่า ขาดแคลนหน้ากากอนามัยใช้ จนอยู่ในภาวะวิกฤติแล้ว

1 มีนาคม 2563 13 โรงพยาบาลใหญ่ เช่น ศิริราช, จุฬาลงกรณ์, สภากาชาดไทย, รามาธิบดี, มหาราชนครเชียงใหม่ เป็นต้น ขอความอนุเคราะห์ไปยังกรมการค้าภายใน ให้แบ่งหน้ากากขายให้โรงพยาบาลก่อน โดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีกล่าวว่า ตอนนี้ทางโรงพยาบาลเหลือหน้ากากอนามัยสำรองใช้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในบางส่วน ต้องเลี่ยงไปใช้หน้ากากผ้าแทนแล้ว

ประชาชนจำนวนมาก ต้องบริจาคหน้ากากให้โรงพยาบาลกันเอง เพื่อให้แพทย์และพยาบาลมีไว้ใช้งานเพื่อรักษาโรคให้ผู้ป่วย กลายเป็นว่าปัญหาทุกอย่าง ประชาชนต้องเป็นคนจัดการกันเอง แก้กันเอง

มันเลยเกิดคำถามที่ทุกคนสงสัยว่า ในเมื่อกรมการค้าภายในบอกว่าผู้ผลิตเปิดเครื่องลุยผลิตตลอด 24 ชั่วโมง และมีสินค้า “เพียงพอแน่นอน” แต่ทำไมผู้คนยังหาซื้อไม่ได้ ร้านขายยาไม่ได้รับจำหน่าย และโรงพยาบาลเองก็ไม่มีใช้ สรุปแล้วหน้ากากอนามัยมันไปอยู่ไหนหมด

12) 2 มีนาคม 2563 เฟซบุ๊กผู้ใช้ชื่อ ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี โพสต์รูปเป็นหน้ากากอนามัยหลายลัง แล้วพิมพ์ข้อความว่า “สินค้ามี 5 ล้านชิ้น ราคาเบาๆจับต้องได้ ราคา 14 บาทต่อชิ้น ใช้ในโรงพยาบาล ทางการแพทย์ไม่แบ่งขาย ขายทีละ 1 ล้านชิ้น โชว์การเงิน หรือพานายทุนจีนมาซื้อ นายหน้าไม่ติดทุน ไม่ต้องมาเสียเวลา ด่วนๆๆ ราคาไม่แรง หนา 3 ชั้น สินค้าอยู่กับกลุ่มทีมงานผม #ทำงานเป็นทีม” นอกจากนั้นยังทิ้งเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองเอาไว้ด้วยสำหรับการติดต่อ

13) จากนั้นเพื่อเพิ่มความหนักแน่นในความน่าเชื่อถือ นายศรสุวีร์ หรือชื่อเล่น “บอย” ได้โพสต์อีกหนึ่งสเตตัสในวันเดียวกัน คราวนี้เป็นรูปถ่ายกับทีมงาน 3 คน ชูนิ้วโป้งพร้อมกันอยู่ โดยหนึ่งในนั้นคือ นายพิตตินันท์ รักเอียด ตำแหน่งผู้ติดตามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และเขียนแคปชั่นว่า “ดีใจที่มีพี่คอยห่วงน้อง”

14) ไม่ใช่ประเด็นนี้เท่านั้น แต่ย้อนกลับไปในสเตตัสเก่าๆของนายศรสุวีร์ ปรากฏว่า ลักลอบขายสินค้าตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว โดยเขาโพสต์ว่ามีหน้ากากอนามัยถึง 200 ล้านชิ้น และขายล็อตละ 1 ล้านชิ้นมาตลอด ทั้งๆที่กรมการค้าภายในสั่งห้ามส่งออกเกิน 500 ชิ้น ตั้งแต่ 6 กุมภาพันธ์แล้ว แต่นี่เอาสินค้าที่ประชาชนทั่วไปหาสักชิ้นยังยาก ส่งออกหลายล้านชิ้นเป็นว่าเล่น โดยมีสลิปหลักฐานการโอนเงินเรียบร้อยโดยมีเงินในบัญชีหลายร้อยล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีอีกภาพถ่ายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อ้างว่า ถ่ายกับเจ้าของโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย ,ถ่ายกับตำรวจ สภ.หนองปรือ ,ถ่ายกับตัวแทนรัฐบาลจีน และถ่ายกับบริษัทอาลีบาบา ของแจ๊คหม่าที่จะเป็นผู้รับซื้อสินค้า นั่นแสดงให้เห็นถึงเส้นทางที่ทำกันอย่างเป็นขบวนการ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองใดๆทั้งสิ้น

15) ไม่ใช่แค่รูป แต่มีการโพสต์ Live กันอย่างโจ่งครึ่ม โดยนายศรสุวีร์ Live เฟซบุก ระหว่างที่ให้คนงานขนหน้ากากอนามัยขึ้นรถ แล้วพูดว่า “กำลังขนนะครับ มีเยอะนะครับ ไม่ต้องห่วงว่าไม่ได้กัน ขอให้มีเงินกันนะครับ มีเงินกันจริงๆนะครับ เดินเข้ามาดูๆ คนงานของเรากำลังขน ดูนะครับเรากำลังส่งจีน ขอแค่มีเงินเข้ามานะครับ เรามีใบเซอร์นะครับ”

โดยในคลิปมีป้ายสถานที่ชัดเจนว่า เป็นสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน แสดงให้เห็นถึงว่า จะนำสินค้าหน้ากากอนามัยไปยังประเทศจีนแน่นอน

16) ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือ นายศรสุวีร์ มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายพิตตินันท์ รักเอียด ถึงขนาดอ้างชื่อเอามาเป็นแบ็กอัพผู้คอยหนุนหลัง ซึ่งนายพิตตินันท์ก็มีความสนิทสนมถึงขั้นเป็นผู้ติดตามร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ดังนั้นจึงเชื่อมโยงกันว่า มีความเป็นไปได้ที่ ร.อ.ธรรมนัสจะรู้เห็นกับการกักตุนหน้ากากอนามัยครั้งนี

17) หลังตกเป็นข่าวร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจง 4 ข้อ ระบุว่า

1- คนขายหน้ากากคือนายศรสุวีร์ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับตัวเอง
2- นายพิตตินันท์ รักเอียด เป็นคณะทำงานของตัวเองจริง แต่ยืนยันว่า ไปคุยกับนายศรสุวีร์เรื่องหน้ากากอนามัย แต่ไม่ได้มีการซื้อขายหน้ากากกัน และรู้จักกับนายศรสุวีร์เป็นครั้งแรก
3- ได้สั่งให้นายพิตตินันท์ไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนายศรสุวีร์ ที่แอบอ้างชื่อเอาไปโพสต์
4- นายพิตตินันท์ เป็นอดีตสส.สอบตกของพรรคพลังประชารัฐ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นหนึ่งในคณะทำงาน แต่ถ้าสอบแล้วพบว่านายพิตตินันท์มีส่วนเกี่ยวข้อง จะร่วมดำเนินคดีกับนายพิตตินันท์ทันที

18) อย่างไรก็ตาม ในรายการคนข่าวเข้ม ทางช่องเนชั่นทีวี ได้สัมภาษณ์ นายพิตตินันท์ ปรากฏว่าเจ้าตัวหลุดออกมาว่า ยังไม่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัสเลย กลายเป็นว่า สิ่งที่ร.อ.ธรรมนัสแถลงการณ์เอาไว้ว่าคุยกับนายพิตตินันท์หมดทุกอย่างแล้ว ก็ต้องมีคนใดคนหนึ่งที่โกหกในเรื่องนี้

โดยนายพิตตินันท์บอกว่า จะขอแถลงข่าวสรุปเรื่องทั้งหมด แต่ในเวลาต่อมา ก็ระบุว่าจะไม่มีการแถลงข่าวเพราะกลัวข้อมูลไม่ตรงกับ “นาย” ซึ่งในที่นี้หมายถึง ร.อ.ธรรมนัสนั่นเอง

19) ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 2 นายศรสุวีร์เดินทางมาพร้อมทนายความ โดยกล่าวกับสื่อมวลชนว่าไม่มีอะไรจะชี้แจงทั้งนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยผู้สื่อข่าวถามว่า คลังสินค้าผลิตหน้ากากที่เข้าไปถ่าย

“อันนั้นไม่ใช่คลังนะครับ ของใครก็ไม่รู้นะครับ ผมก็เข้าไป เข้าไปก็ มันก็ไม่มีอะไรนะครับ มันมีแค่รถคันเดียวเล็กๆ มันไม่ใช่คลัง ผมก็ถ่ายอยากจะโชว์ออฟว่าเราหาหน้ากากเจอนะ แต่ละคนหาหน้ากากไม่เจอ แต่เราเจอก็อยากจะโชว์ในเฟซบุ๊ก” โดยระหว่างที่พูดนายศรสุวีร์มีน้ำเสียงตะกุกตะกักอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในโลกออนไลน์ก็ตั้งคำถามว่า จะเป็นความจริงได้อย่างไร ที่อยู่ๆ บุกเข้าไปถ่ายคลิปกันดื้อๆ โดยบอกว่าหน้ากากเหล่านี้เป็นของใครก็ไม่รู้

20) ขณะที่นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ออกมาปกป้องนายศรสุวีร์ โดยระบุว่า “เอาเข้าจริงๆแล้ว ผมว่าเขาแค่รับออร์เดอร์ไว้ แล้วค่อยไปหาเอาภายหลัง พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย กรณี 200 ล้าน ประเทศไทยผลิตได้วันละ 1.2 ล้านชิ้น ใครรวบรวมได้ 200 ล้านผมคิดว่าต้องผลิตทั้งปีกว่าจะได้ ก็ต้องให้พี่น้องลองทบทวนนะครับ”

21) คดีนี้ผู้เริ่มจุดชนวนเปิดโปงคือเพจแหม่มโพธิ์ดำ และกลายเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศทันที จากเหตุผลสองประเด็นรวมกัน ประเด็นแรกคือเรื่องหน้ากากที่ประชาชนทุกคนต้องการมีไว้ติดบ้าน แต่หาซื้อยากมาก อย่างไรก็ตามกลับมีคนที่มีสต็อกสินค้าหลายล้านชิ้นอยู่ในมือ ผู้ขายจากโรงงานยอมขายสินค้าให้ได้อย่างไร ทั้งๆที่เป็นสินค้าควบคุมขนาดนี้

โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเคยโพสต์เฟซบุ๊กถึงข้อกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า หากพบผู้กักตุนหน้ากากอนามัย หรือฉวยโอกาสขายสินค้าเกินราคา มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท ซึ่งก็ต้องติดตามว่า กรณีนี้ที่มีหลักฐานชัดเจนทั้งคลิป ทั้งภาพขนาดนี้ นายศรสุวีร์จะมีความผิดใดๆทางกฎหมายหรือไม่ หรือว่าภาครัฐจะเชื่อข้อกล่าวอ้างของนายศรสุวีร์ว่า แค่ถ่ายมาโชว์ออฟเฉยๆ

22) กับอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันในเชิงการเมือง กับร.อ.ธรรมนัส รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในอดีตที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัสถูกวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โดนสื่อออสเตรเลียระบุว่าลักลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศจนต้องติดคุก แต่ร.อ.ธรรมนัสชี้แจงในสภาล่าสุดว่า ที่ขนเข้าไปเป็นแป้งต่างหาก ไม่ใช่เฮโรอีน

ก่อนหน้าจะมีข่าวเฮโรอีน เขาเคยมีส่วนพัวพันกับคดีฆาตกรรม คดีทำลายข้าวของที่ตลาดคลองเตย และคดีฉ้อโกงบิทคอยน์ จนได้รับฉายาว่าเป็น “มาเฟียกรุงเทพ” ซึ่งมาในคราวนี้ ทำให้ประชาชนมองว่ามีโอกาสเป็นไปได้เช่นกัน ที่ร.อ.ธรรมนัสจะพัวพันกับการกักตุนหน้ากากอนามัยเพื่อทำรายได้จากการส่งออก

แต่สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าเรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับร.อ.ธรรมนัสด้วย โดยกล่าวว่า “ก็ต้องให้ความเป็นธรรมทุกคนทุกภาคส่วน ไม่ใช่พูดอะไรกันมาก็ผิด ผิด ผิด ตั้งแต่ต้นเลย ไม่ได้นะ ให้เวลาเขาตรวจสอบด้วยสิ ตามกลไกของกฎหมาย ผมไม่ยุ่งกับกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น ใครผิดก็ว่าไปตามผิด อย่าเพิ่งไปว่าผิดหรือถูกในตอนนี้ เดี๋ยวมันก็เคยตัวกันหมด บางทีคำกล่าวอ้าง คำบอกเล่า ก็ต้องพิสูจน์สิ จะได้ความเป็นธรรม”

23) บทสรุปของเรื่องนี้ ก็จำเป็นต้องมีการสืบสวนกันต่อไปว่าตัวเลข 200 ล้านชิ้นที่นายศรสุวีร์กล่าวอ้าง มีมูลความจริงแค่ไหนเพราะศักยภาพการผลิตของไทยมีแค่วันละ 1.2 ล้านชิ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ถึง 200 ล้านชิ้นตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นจำนวนที่น้อยกว่านั้น ก็ยังเปสมควรมีบทลงโทษอยู่ด

นอกจากนั้น การที่มีคนลักลอบเอาหน้ากากอนามัยที่คนไทยต้องการใช้ ส่งออกไปต่างประเทศก็นับว่าเป็นเรื่องแย่แล้ว แต่มันเทียบไม่ได้เลย ถ้าหากพฤติกรรมครั้งนี้ กระทำโดยมีภาครัฐเป็นฝ่ายรู้เห็นเป็นใจด้วย เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการฉวยโอกาสทำเงินในสถานการณ์วิกฤติแล้ว ยังบ่งบอกถึงความไม่สนใจในความลำบากของประชาชนแม้แต่นิดเดียว

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...