รมว.ยุติธรรม แถลงรับคดี ‘ตู้ห่าว’ เป็นคดีพิเศษฐานฟอกเงิน เร่งยึดทรัพย์เพิ่มเติม เตรียมสืบเพิ่มนอมินี 4-5 ราย คาดไม่เกิน 30 วันแจ้งข้อหาได้
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยตัวแทนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ร่วมกันเปิดเผยถึงการดำเนินคดีกับนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ ตู้ห่าว และเครือข่ายกลุ่มชาวจีนทำธุรกิจผิดกฎหมายในไทย โดยมีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ร่วมแถลงข่าวด้วย
นายสมศักดิ์ แถลงว่าหลังจากที่นายชูวิทย์ ได้ร้องเรียนผ่านกระทรวงยุติธรรมให้รับคดีนี้ไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากพบว่าการกระทำความผิดของผู้ต้องหาทำเป็นเครือข่าย และมีความเสียหายเป็นจำนวนมาก และได้นำเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองคดีพิเศษแล้วเห็นว่า รับคดีฟอกเงินทางอาญา ไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เลขที่ 314/2565 เนื่องจากอยู่ในอำนาจของดีเอสไอที่รับคดีไว้สอบสวนได้ตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ โดยที่ไม่ต้องผ่านคณะกรรมการคดีพิเศษ
หลังจากนี้จะต้องเพิ่มความผิดฐานนอมินีไปด้วย โดยจะมีข้อสังเกตว่านายตู้ห่าว เป็นนายทุนและยังมีผู้ร่วมขบวนการอีก 4-5 กลุ่ม โดยกลุ่มคนเหล่านี้ถือพาสปอร์ตต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ดีเอสไอได้เลขพาสปอร์ตไว้แล้ว และกำลังสอบสวนในเชิงลึกว่ามีใครบ้าง และจะมีการเปิดเผยตัวตนต่อไป
นอกจากนี้ ป.ป.ส.มีการยึดทรัพย์เพิ่มเติมวันนี้อีก 189 ล้านบาท รวมทรัพย์สินในคดีที่ยึดมาทั้งหมดแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินมีทั้งรถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ และจะมีการยึดทรัพย์เพิ่มเติมอีกกว่า 1,200 ล้านบาท
ส่วนการสอบสวนคดีพิเศษ หลังจากนี้ดีเอสไอก็จะมีอำนาจในการใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ความเกี่ยวพันกับบุคคลอื่น รวมทั้งเรียกสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฟอกเงิน ซึ่งจะดำเนินการภายใน 2 สัปดาห์นี้
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่าดีเอสไอรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษเนื่องจากเข้าตามเกณฑ์ใน 2 กรณีคือ 1.ความผิดตามลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547
และ 2. กรณีที่มีประชาชนแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการอีกชั้นหนึ่ง
ทั้งนี้คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็น 1 ในบัญชีท้าย จึงสามารถรับเข้าเป็นคดีพิเศษได้โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ ส่วนคดีอาญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ยังอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ขณะที่นายชูวิทย์ ได้มามอบช่อดอกไม้เพื่อขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่รับคดีนี้ไปดำเนินการจนเป็นคดีพิเศษ พร้อมกับตั้งคำถามถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 5 เกี่ยวกับการดำเนินคดีนายตู้ห่าวกับพวกว่า ทำไมจึงดำเนินคดีแต่ข้อหาคดียาเสพติดไม่ตั้งข้อหาคดีสมคบฟอกเงิน นอกจากนี้ยังมีพยานหลักฐานคือค่าเช่า ค่าไฟ เงินค้ำประกันไฟฟ้า และสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ ที่นายตู้ห่าวเป็นผู้จ่ายเงิน และมีชื่อเป็นผู้เช่าสถานที่ แต่ทำไมตำรวจจึงไม่ดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความกระจ่าง
โดยคดีนี้มีพยานในที่เกิดเหตุจำนวนมากถึง 215 คน ควรจะต้องเอามือถือมาตรวจสอบให้ครบทั้งหมด รวมถึงดำเนินคดีกับคนเอารถของกลางออกไปโดยมิชอบ นอกจากนี้ยังมีการข่มขู่พยานปากสำคัญที่เป็นคนจีน ซึ่งถูกจับกุมที่ผับจินหลิง ว่าหากไปให้ปากคำเป็นพยานจะไปฆ่าครอบครัวที่ประเทศจีน ตำรวจได้มีการตรวจสอบกรณีนี้แล้วหรือยังเผื่อป้องกันพยานกลับคำในชั้นศาล