Advertisement

SHARE

วันที่18 -19 ก.พ. 63 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยูนิเซฟ และหน่วยงานด้านความเสมอภาคทางการศึกษาจากหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์, นิวซีแลนด์, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จัดประชุมเครือข่ายองค์กรนานาชาติด้านความเสมอภาคทางทางการศึกษา หรือ The Equitable Education Association : A Kick-off Meeting

​นายอิจิโร่ มิยาซาวา ผู้เชี่ยวชาญด้านการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยูเนสโก กล่าวว่า จากการประชุมครั้งนี้ทำให้ได้เห็นจุดแข็งของหลายๆ ประเทศ ที่โด่ดเด่นที่สุดคือ ทุกคนต้องการสนับสนุนการศึกษาอย่างเสมอภาคให้เกิดขึ้น ในขณะที่จุดอ่อนก็คือ อุปสรรคในเชิงปฏิบัติที่มีปัญหาอยู่บ้าง ทั้งนี้ขอชื่นชมประเทศไทยที่จัดตั้ง กสศ. ขึ้นเพื่อลงมือแก้ปัญหานี้ นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่อยากจะให้โลกได้เห็น ปัญหาของเด็กทั่วโลกที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา โดยมีเด็กและเยาวชนจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ออกจากระบบการศึกษา และเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข แม้ว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ยูนิเซฟ ยูเนสโก ได้พยายามอย่างมากที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ดังนั้นพวกเราต้องร่วมกันจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างความเสมอภาค เพื่อให้เด็กๆได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น และมุ่งหวังให้เติบโตอย่างชาญฉลาด มีคุณภาพทั้งทางความคิด จิตวิญญาณผ่านการศึกษา

ด้าน น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม นวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ. กล่าวว่า จากการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ ได้วางภารกิจร่วมกันไว้ใน 2 ประเด็น คือ 1.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงาน นวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันทำงานด้านความเสมอภาคทางการศึกษาระหว่างประเทศ 2.กสศ. ยูเนสโก รวมถึงเครือข่ายนานาชาติ มุ่งสนับสนุนทางวิชาการและให้คำปรึกษาให้แก่ประเทศที่สนใจแต่ยังไม่มีกลไกการทำงานที่สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กโดยตรง นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ลงนามตกลงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ภายในปี 2573 ร่วมกับ193 ประเทศ ซึ่งประเด็นเรื่องการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นหนึ่งในเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ

ดังนั้นการหารือในวันนี้จึงเป็นโจทย์ร่วมกันที่เรามุ่งมั่นที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยการนำโมเดลและมาตรการที่เป็นจุดแข็งของ 5 ประเทศมาปรับใช้กับประเทศไทย อาทิ ประเทศฟินแลนด์ มีจุดแข็งด้านการสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กที่เรียนไม่ทัน เด็กพิเศษ ผ่านการมีระบบดูแลเด็กรายบุคคล รวมถึงมีนักจิตวิทยาเข้าไปช่วยเหลือ ส่วนนิวซีแลนด์เน้นสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัย โดยมีการจัดสอนเสริมให้แก่เด็กปฐมวัยจากครอบครัวที่ยากจนให้ได้รับการพัฒนาที่ดีและมีการจัดสรรงบประมาณส่วนเพิ่มเติม (Top-up) ขณะที่อเมริกาใช้วิธีการพัฒนาโรงเรียนของชุมชน (Promise Neighborhood School) ในย่านที่มีคนยากจนอยู่จำนวนมาก โดยผสานความร่วมมือทั้งหน่วยจัดการศึกษาและพ่อแม่ ให้การดูแลตั้งแต่แรกเกิดจนถึงมีงานทำ

นายเดเมียน เอ็ดเวิร์ด ผู้ช่วยรองเลขาธิการ สำนักงานนโยบายระบบการศึกษา กระทรวงศึกษานิวซีแลนด์ กล่าวว่า การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาควรต้องเพิ่มงบประมาณให้แก่ระบบการศึกษาเพื่อสนับสนุนเด็กที่ประสบปัญหาเรื่องความเสมอภาค โดยกุญแจสำคัญคือต้องเข้าใจข้อมูลเรื่องราวของเด็กแต่ละคน เพื่อทราบว่าควรจะเพิ่มงบประมาณไปที่จุดไหนและใช้อย่างไร ทางนิวซีแลนด์ได้เก็บข้อมูลเจาะลึกลงไปจากเดิมที่ระดับชุมชุนสู่ระดับครัวเรือนของเด็กที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือเด็กแต่ละคนได้อย่างเหมาะสมที่สุด และพบว่าเด็กแต่ละคนต้องการความช่วยเหลือในระดับที่ต่างกันไป อีกทั้งความท้าทายในการแก้ปัญหาให้แก่เด็กในตัวเมืองกับชนบทก็ต่างกันอย่างมาก รวมไปถึงความแตกต่างทางชาติพันธุ์นอกจากนี้นิวซีแลนด์ยังมองว่าการระดมทุนช่วยเหลืออย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างที่ตั้งเป้าไว้ได้ แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในระดับผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบ และสร้างความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่สำคัญคือต้องคิดถึงผลลัพธ์ชีวิตในอนาคตและความเป็นอยู่ของเด็กด้วย ไม่ใช่คิดถึงเพียงแค่ความสำเร็จทางวุฒิการศึกษาเท่านั้น โดยสิ่งที่วัดความสำเร็จในโครงการช่วยเหลือของนิวซีแลนด์คือ จำนวนการเข้าชั้นเรียนของเด็กที่เพิ่มมากขึ้น และยังมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของการเข้าเรียนแต่ละครั้งของเด็กอีกด้วย

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...