SHARE

คัดลอกแล้ว

ในสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในปัจจุบัน การเลือกซื้อสินค้าที่คุ้มค่าทั้งคุณภาพ ราคา และความฟังก์ชันนัลกลายมาเป็นตัวเลือกที่หลายเจเนเรชั่นเริ่มคิด หนึ่งในสินค้าที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้น ก็คือ ‘น้ำยาปรับผ้านุ่ม’

ผลการศึกษาของ Mintel ได้ระบุว่า คนไทยกว่า 73% อาบน้ำมากกว่าวันละ 1 ครั้ง และ 30% ชอบเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมตามชุดที่สวมใส่

โดย ‘ชยภัทร รัชตวิภาสนันท์’ รองผู้อำนวยการฝ่ายความงามและการดูแลส่วนบุคคลของ Mintel ประเทศไทย ได้อธิบายว่า ผู้บริโภคคนไทยค่อยข้างมีความเชื่อมโยงระหว่าง ‘ความสะอาด’ กับ ‘กลิ่นหอม’ โดยพวกเขาจะเลือกกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เข้ากับกิจวัตรประจำวันมากกว่าความหอมที่เป็นกลิ่นฉุน ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าสภาพอากาศเมืองไทยที่มีความร้อนชื้นด้วย ทำให้เรื่องกลิ่นกลายเป็นเรื่องที่คนไทยสนใจเป็นพิเศษ

“พฤติกรรมความชอบนี้สะท้อนถึงโอกาสทางการตลาดที่แข็งแกร่งสำหรับน้ำหอมและผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มองหากลิ่นหอมที่นุ่มนวลและปรับเปลี่ยนได้”

[ โอกาสน่าจะเข้าข้าง ‘น้ำยาปรับผ้านุ่ม’ มากกว่า ]

ผลการวิจัยของ Mintel ยังเผยว่า เกือบ 1 ใน 4 หรือประมาณ 23% ของคนไทยมองว่ากลิ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่ม ‘เพียงพอ’ สำหรับการใช้เป็นกลิ่นน้ำหอมที่ทดแทนเป็นกลิ่นที่ใช้ในชีวิตประจำทุกวันได้

สะท้อนถึงความนิยมในกลิ่นหอมที่นุ่มนวลและไม่ฉุนจนเกินไป นอกจากนี้ 40% ของผู้บริโภคยังใช้กลิ่นของเสื้อผ้าที่ซักใหม่เป็นเหมือนน้ำหอมประจำตัว

ในรายงานยังเก็บข้อมูลไปถึง การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ‘น้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีการพูดถึงน้ำหอม’ เช่น มีส่วนผสมของน้ำหอม เป็นต้น ว่าการตลาดหรือการโปรโมตผลิตภัณฑ์มีการใช้คำกล่าวอ้างเหล่านี้ลดลง จาก 18% เหลือ 9% ในช่วงเดือนตุลาคม 2566 ถึงกันยายน 2567 เทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2563-2564

[ คนไทยเกือบทุกบ้านใช้น้ำยาผรับผ้านุ่ม ]

ถ้านำผลสำรวจของ Mintel กับผลสำรวจของดาวน์นี่ เมื่อปี 2567 พบว่า คนไทยใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นอันดับ 1 ของโลก หรือมากถึง 91% ของครัวเรือนทั่วประเทศ

โดยคิดเป็น ‘สูตรเข้มข้น’ มากกว่าที่ 76% และ ‘สูตรธรรม’ อยู่ที่ 24% สะท้อนว่า คนไทยใช้ชีวิตอยู่กับกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มมานาน ดังนั้น แนวโน้มที่คนไทยบางกลุ่มจะใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทดแทน ‘น้ำหอม’ ในชีวิตประจำวันจึงกำลังเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในไทย

สอดคล้องกับการใช้จ่ายของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังมีความต้องการซื้อ ‘น้ำหอม’ แต่เป็นน้ำหอมราคาระดับกลาง ประมาณ 160-300 บาท ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงตุลาคม 2565 – กันยายน 2567 ผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่ราคาระดับกลางถือว่าเติบโตมาก จาก 27% ขึ้นเป็น 33%

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำหอมจะต่ำลง แต่กลุ่มคน Gen Z ยังมองกลิ่นที่คงความเป็นตัวตน เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาได้เช่นเดิม

สำหรับคนไทย Gen Z ประมาณ 67% มองว่าน้ำหอมแบรนด์หรูเป็นการใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง ขณะที่เกือบ 1 ใน 3 หรือ 29% เห็นว่าการหาน้ำหอมที่เข้ากับบุคลิกของตัวเองเป็นเรื่องยาก

ยังมีอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังเติบโตก็คือ การผสมน้ำหอมเข้ากับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ โดยผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเพิ่มสำหรับน้ำหอมที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพจิต

‘การลดความเครียด’ เป็นคุณสมบัติมาแรงที่สุดที่คนไทยยอมควักเงินจ่ายถึง 55% สะท้อนว่าแม้แต่เรื่องความหอมก็ยังถูกโยงไปถึงการรักษาสมดุลของจิตใจให้แข็งแรง พอๆ กับการรักษาความสะอาดนั่นเอง

podcast

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า