Advertisement

SHARE

หลังจากปล่อยให้สารคดี The Social Dilemma โจมตีถึงความมุ่งร้ายต่อผู้ใช้งาน จนกลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้างบนโลกออนไลน์ในช่วงเกือบเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดทางเฟซบุ๊กก็ออกมาตอบโต้แล้ว

ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. ที่สารคดีได้ออกฉายทางสตรีมมิ่งของเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) สื่อจำนวนมากได้หยิบยกประเด็นต่างๆ ในสารคดีนี้มาพูดถึง ว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้ใช้ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน รวมไปถึงสังคมโดยรวมอย่างไรบ้าง

และนี่คือข้อสรุปคำแถลง 7 ข้อจากเฟซบุ๊ก ที่มองว่าสารคดีเรื่องนี้นำเสนอไม่ตรงกับความเป็นจริง

1.เฟซบุ๊กปฏิเสธข้อกล่าวหาที่บอกว่าพวกเขาจงใจทำให้ผู้ใช้เสพติดการใช้แพลตฟอร์ม โดยยกตัวอย่างเมื่อปี 2561 ที่เฟซบุ๊กปรับการแสดงผลโดยลดเนื้อหาประเภทไวรัลวิดีโอลง ผลการจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ระยะเวลารวมของการใช้งานทั้งโลกลดลงถึง 50 ล้านชั่วโมงต่อวัน นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำหากเฟซบุ๊กเป็นดังที่โดนกล่าวหาจริง

2.ยืนยันว่าไม่ได้มองผู้ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ การขายโฆษณาเป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้คนใช้งานเฟซบุ๊กได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พวกเขาแสดงให้ผู้ลงโฆษณาเห็นเพียงตัวเลขในภาพรวมเท่านั้น ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด และผู้ใช้ก็ยังสามารถปรับการตั้งค่าเรื่องความสนใจได้เองอีกด้วย

3.อัลกอริทึมของเฟซบุ๊กที่เป็นตัวตัดสินว่าเนื้อหาใดบ้างที่จะแสดงบนหน้าฟีด ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เช่นเดียวกันแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มอื่น เน็ตฟลิกซ์เองก็ใช้อัลกอริทึมในการแนะนำว่าผู้ใช้คนใดมีแนวโน้มที่จะสนใจสารคดี The Social Dilemma เช่นกัน การฉายภาพให้เห็นความบ้าคลั่งของอัลกอริทึมเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิดเพื่อการถ่ายทำสารคดีเท่านั้น

4.การนำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานไปใช้ต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่เฟซบุ๊กทำไว้กับคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Trade Commission – FTC) และที่ผ่านมาเฟซบุ๊กได้สนับสนุนเรื่องการกำหนดระเบียบสำหรับโลกอินเตอร์เน็ตมาตลอด โดยไม่มีการหลีกเลี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น

5.ในประเด็นเรื่อง Polarization หรือการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวจากแต่ละฝั่ง จากการที่อัลกอริทึมพยายามนำเสนอเนื้อหาที่เน้นให้ตรงความสนใจของผู้ใช้ เฟซบุ๊กแย้งว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของสังคมมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเฟซบุ๊กเสียอีก และสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่เนื้อหาที่คนเห็นบนฟีดเป็นส่วนใหญ่ ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กพยายามปรับปรุงมาโดยตลอด รวมถึงการให้ทุนกับหน่วยงานอิสระที่วิจัยศึกษาผลกระทบในด้านนี้

6.ยอมรับว่าพวกเขาทำผิดพลาดจริงในการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อ 4 ปีก่อน ที่ปล่อยให้ เคมบริดจ์ อนาเลติก้า (Cambridge Analytica) ขุดข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้ประโยชน์ ในแคมเปญหาเสียงของ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่หลังจากนั้น เฟซบุ๊กได้มีการพัฒนาระบบความปลอดภัยและข้อบังคับต่างๆ รวมถึงการถอดเครือข่ายกว่า 100 แห่งทั่วโลกที่มีพฤติกรรมแบบเดียวกันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทางผู้สร้างสารคดีมองข้ามความพยายามเหล่านั้นไปทั้งหมด

7.การหาประโยชน์จากข้อมูลเท็จไม่ใช่สิ่งที่เฟซบุ๊กต้องการ พวกเขาเป็นแพลตฟอร์มใหญ่แห่งเดียวที่มีพาร์ตเนอร์ด้านการตรวจสอบความจริง (fact-checking) กว่า 70 แห่งทั่วโลก ที่คอยช่วยตรวจสอบเนื้อหาในหลากหลายภาษา เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จต่างๆ รวมไปถึงเรื่องถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง (hate speech) ที่เฟซบุ๊กเองได้ถอดเนื้อหาเหล่านั้นออกก่อนจะมีผู้รายงานเองถึง 94% ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

เฟซบุ๊กยืนยันว่าการพูดคุยในประเด็นเรื่องผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อชีวิตประจำวันยังเป็นเรื่องที่ควรมีการถกเถียงกัน แต่การที่ผู้สร้างสารคดีไม่ได้สัมภาษณ์ความเห็นจากผู้ที่ยังคงทำงานอยู่กับแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่มีความเห็นต่างออกไป นับเป็นการบิดเบือนเพื่อให้สะดวกต่อการหาแพะรับบาป

ข้อแถลงทั้ง 7 ข้อนับเป็นความพยายามในการแก้ต่างของเฟซบุ๊ก แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขายอมรับคือ ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าเจ้าของแพลตฟอร์มจะจงใจให้เกิดขึ้นหรือไม่ นับจากนี้ต้องมีการควบคุมหรือออกกฎระเบียบโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อไป

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...