Advertisement

SHARE

ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนจัดเวทีงานประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก “Global Summit of Women 2020” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 23-25 เมษายน ปีพ.ศ. 2563 โดยเป็นงานที่รวมเอาผู้หญิงเก่งในด้านธุรกิจกว่า 70 ประเทศทั่วโลก มาร่วมกันถกประเด็นน่าสนใจ แชร์ประสบการณ์ และมุมมองต่างๆ  ในการทำงานหรือการเป็นผู้นำในแบบฉบับผู้หญิง

ข่าวเวิร์คพอยท์ จะพาคุณผู้อ่านไปอุ่นเครื่องทำความรู้จักเวที Global Summit of Women เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะถึงงานในปีหน้า ผ่านการสัมภาษณ์ “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” หนึ่งในผู้นำหญิงเก่งคนไทย ที่เคยมีบทบาทเป็นถึงประธานกรรมการบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ทั้งยังเคยดำรงทั้งตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ซึ่งเป็นเรี่ยวแรงหลักในการจัดงานครั้งนี้

“กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

‘Global Summit of Women’ คืองานอะไร? 

หากพูดถึงงานประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลกอย่าง Global Summit of Women คงเปรียบเสมือน Davos ของคนที่ทำธุรกิจหรือผู้นำประเทศที่ปีนึงจะเจอกันครั้งนึง เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง และวิสัยทัศน์ในอนาคตร่วมกัน เพียงแต่ว่างานนี้จะเน้นไปทางธุรกิจของผู้หญิงเป็นหลัก รวมทั้งมีการ empower ผู้หญิงว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อที่จะสามารถก้าวต่อทั้งในแง่ของการทำธุรกิจโดยตรง หรือการทำอะไรก็ตามที่ผู้หญิงจะต้องทำ เพื่อให้เธอสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

Global Summit of Women จัดต่อเนื่องกันมา 29 ปีแล้ว โดยครั้งที่ผ่านมาจัดขึ้นที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2020 ที่จะถึงนี้ ถือเป็นครั้งแรกเลยที่เขาเลือกจะมาจัดที่ประเทศไทย เรามองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมากที่ไทยเราได้รับเลือก เนื่องจากต่างชาติเขามองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิง และมีผู้นำที่เป็นผู้หญิงอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของ Global Summit of Women อีกด้วย

 

ผู้ร่วมงาน ‘Global Summit of Women 2020’ มีใครบ้าง 

ในวันแรกก็จะมีพิธีเปิด  โดยได้รับเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันโอชา มากล่าวในพิธีเปิดด้วย ทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ องค์การมหาชน (สสปน.) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็จะช่วยในการที่จะสร้างเนื้อหาในวันนั้นที่เราจะบอกกล่าวว่าความเป็นมาของประเทศไทย เกี่ยวข้องกับสตรีไทย ความงดงามของบ้านเมือง และเศรษฐกิจของประเทศเรานั้นเป็นอย่างไร เพื่อโชว์เคสบ้านเราอย่างเต็มที่ หลังจากนั้น อีกสองวันเต็มจะเป็นงานประชุม ซึ่งคาดกว่าจะมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 70 ประเทศ หรือประมาณ 1,200 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่นั่งจำกัด เพราะทาง Global Summit of Women ไม่ต้องการมากกว่านั้น เพื่อความครบถ้วน ดังนั้น มีหลายประเทศที่อยากจะมาร่วมงานเกินโควต้าเขาก็ไม่ให้นะคะ แล้วทุกคนที่เข้าร่วมก็ต้องจ่ายเงิน แม้กระทั่งผู้พูดก็ต้องจ่าย แต่พวกเขายินดี ทุกคนต้องการจะมีส่วนร่วมกับการประชุมสุดยอดสตรีผู้นำ เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่ได้กลับไปมันคุ้มค่า ในฐานะของผู้จัดเอง กรรมการทุกๆ ท่านซึ่งกรุณาให้เกียรติให้เวลาเนี่ย ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันเลยว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะได้นำเสนอประเทศไทย สู่สายตาชาวโลก โดยเฉพาะผู้นำทรงพลังในหลากหลายธุรกิจ ผู้หญิง แล้วก็สื่อต่างชาติ การที่เขามาเห็นเองด้วยสายตา เขาจะรู้เลยว่าประเทศไทยกำลังก้าวหน้า แล้วก็การลงทุนในประเทศไทยยังมีการขยับขยาย

 

เป็นผู้นำสตรีที่บริหารมาแล้วทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประสบการณ์จากตรงนี้ทำให้เราเข้าใจแง่มุมไหนได้มากขึ้น หรือสามารถนำมาใช้แก้ปัญหายังไงบ้าง 

จริงๆ แล้วผู้นำคงเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่จากประสบการณ์ของตัวเราเอง การที่จะเป็นผู้นำได้ เราจะต้องเป็นคนที่เก่งคน รวมทั้งมีวิสัยทัศน์ด้วย เพราะผู้นำทำเองทุกอย่างไม่ได้ แต่ต่อให้มีวิสัยทัศน์ หรือมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีก็ตาม หากเราไม่สามารถที่จะเพิ่มพลังใจให้คนอื่นคิดเหมือนเรา หรือให้เขาต้องการที่จะสร้างฝันอันเดียวกับเราได้ เราก็ไม่สามารถทำให้สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้ 

ต้นแบบคนแรกที่คิดถึงคือคุณแม่ตัวเอง สิ่งที่คุณแม่สอนล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็น ด้านครอบครัวหรือการทำงาน บทเรียนเดียวเลยที่จำได้ตลอดชีวิตคือ การบริหารคน คือสิ่งสำคัญที่สุด และยากที่สุด เราต้องสร้างคนเป็น แทนที่จะมองแค่ให้เงินเขาเท่าไหร่ แต่ต้องคิดด้วยว่าทำยังไงถึงจะได้ใจเขา

ทว่า Global Summit of Women มีมากกว่านั้น แน่นอนว่าผู้นำสตรีหลายคนมีใจอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวนี้ใจอย่างเดียวก็อาจไม่รอด เราจะต้องมีองค์ความรู้และมีวิสัยทัศน์แบบ 4.0 ด้วย การดิสรัปชัน (Disruption) ในวันนี้มันแรงและเร็วมาก ใจอย่างเดียวจึงไม่อาจนำพาเราไปถึงจุดนั้นได้ เพราะฉะนั้น เราต้อง รู้เขา รู้เรา และรู้โลก สุดท้ายก็มาถกกัน แชร์ประสบการณ์ร่วมกัน แล้วเอาเรื่องต่างๆ เหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับตัวเรา ซึ่งทางออกของปัญหาของแต่ละปัญหาก็แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ทั้งนี้ เราสามารถเรียนรู้แนวทางและหาตัวตนของเราเพื่อหาแนวทางต่อไปได้เช่นกัน

 

อยากให้ลองแชร์จากประสบการณ์จากการเข้าร่วมงานประชุมสุดยอดผู้นำสตรีในครั้งที่ผ่านมา

ส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นด้านเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น AI ซึ่งพูดถึงค่อนข้างมาก ในปีที่แล้วมีคนไทยได้รับโอกาสไปพูดด้วย คือคุณปฐมา จันทรักษ์ จาก IBM Thailand แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องพลังงาน เพราะว่าในอนาคตพลังงานจะเป็นอีกส่วนนึงที่เราต้องอยู่ร่วมด้วย อย่างพลังงานสิ่งแวดล้อม เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าพลังงานเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงเรื่องไบโอเทค (Biotech) ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าสุดท้ายธุรกิจคุณจะไปยังไงก็แล้วแต่ แต่สุขภาพและการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีไบโอเทคมันไปเร็วมาก เราต้องทำความเข้าใจมัน 

แต่สิ่งที่ทำให้คิดค่อนข้างมากก็คือ ความกระตือรือร้นของคน ในการประชุมสองวันครึ่ง ไม่มีใครลุกเลย ทุกคนนั่งฟังตั้งแต่เช้าตรู่ยันกลางคืน มีไปห้องน้ำก็จริง แต่ไม่มีคนหายตัวไปในช่วงบ่าย แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า สปีคเกอร์ที่เขาเลือกมา เขาเลือกมาดีมาก แล้วอีกส่วนนึงก็ทำให้เรารู้เลยว่า ณ วันนี้ทุกคนใฝ่รู้มาก ทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กๆ ประเทศขนาดกลาง หรือประเทศใหญ่ ทุกคนมีความตื่นตัวรู้เลยว่า สุดท้ายมันไม่ใช่แค่ใครมีเงินเท่าไหร่ในมือ แต่ใครมีความรู้ แล้วมีประสบการณ์มากที่สุด แล้วลงมือทำ คนนั้นจะไปต่อได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากเลยที่มาจัดในประเทศไทย เพราะคนไทยจะได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมได้

 นอกจากนี้ ทาง Global Summit of Women ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ได้เข้ามานั่งฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ประมาณรอบละ 20 คน ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราอยากที่ให้คนที่กำลังจะเริ่มได้มีโอกาส และสามารถที่จะเติบโตต่อไปได้ เราเขาก็จะมี Youth Forum อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีเยาวชนของเราได้เข้าร่วมฟังประมาณ 200 กว่าคน ซึ่งเป็นส่วนที่ดีที่เยาวชนของเราได้เข้ามาสัมผัส เพราะคนที่มาก็มาจากทั่วโลก และมันจะมีโอกาสน้อยมากที่จะได้นั่งข้าง CEO ระดับโลกที่มาจากสวิสเซอร์ สหรัฐฯ อเมริกา หรืออังกฤษ แต่ในงานนี้ เราสามารถนั่งกระทบไหล่พวกเขาได้เลย เพราะฉะนั้น ในเซสชันพวกนี้ นอกเหนือจากสปีคเกอร์ที่ดีมากๆ แล้ว คนฟังกันเองนี่แหละค่ะ มันจะเป็นการสร้างเครือข่ายที่ดีที่สุด

 

อยากให้คนไทยมองงานนี้ว่าเป็นงานแบบไหน

อย่างที่เราเอ่ยไปข้างต้น เราใช้คำว่า ‘Davos’ เพราะมันแสดงให้เห็นภาพใหญ่ CEO ทุกคนก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าได้ มันเป็นอะไรที่เราต้องขวนขวายที่จะไป เพียงแต่ว่าอันนี้เป็นกลุ่มของผู้นำผู้หญิง ดังนั้น มันเป็นโอกาสอันดีที่เขาเลือกประเทศไทย ทำให้ประเทศเรามีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น ตักตวงได้มากขึ้น ซึ่งเราควรจะใช้โอกาสนี้ให้ดีที่สุด แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ เป็นโอกาสที่จะนำเสนอประเทศไทย ณ วันนี้คนไม่เชื่อโฆษณาสักเท่าไหร่ แต่คนเชื่อคน และเชื่อคนในระดับ CEO เพราะฉะนั้น ภาพมุมมองต่างๆ ที่เขาเห็น แล้วเขาพูดต่อ แชร์ต่อ มันเป็นอะไรที่มีพลังที่สุดแล้ว ดังนั้น เราจึงอยากให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ มาร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้กับคนประมาณ 1,200 คน ที่จะเข้ามาร่วมงานในประเทศไทย เขาจะเป็นทูตที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติเรา ให้เห็นว่าอีกก้าวสำคัญของประเทศไทย เรากำลังก้าวไปในทิศทางที่เติบโตอย่างยั่งยืน และยังคงเป็นผู้นำอีกประเทศนึงของโลกต่อไป

 

คุณสมบัติอะไรที่ผู้นำหรือคนที่กำลังเข้ามาในตลาดแรงงานต้องมีเอาไว้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

อย่างที่บาเซิล สวิตเซอร์แลนด์เขาก็มีการพูด คนจะกลัวว่ายุคดิจิทัล คนจะหาย คนจะหมดความสำคัญไป แต่เขาบอกว่าคนยังสำคัญ แต่เราจะต้องปรับสกิลหรือสร้างคาแรกเตอร์ของเราขึ้นมา อย่างเช่น การพูด เราอาจฟังเป็นเรื่องปกติเพราะเราต้องพูดอยู่แล้ว แต่เขาบอกว่าการพูดในโลกวันนี้และโลกอนาคตมันต่างกัน คุณจะมีวิธีการพูดอย่างไรในเวลาสั้นลง ที่ทำให้คนยังเห็นความสำคัญว่ามาฟังคุณ หรือยังต้องซื้อของจากคุณ ยังดีกว่าต้องซื้อของออนไลน์ ซึ่งทำได้ แต่การพรีเซนต์ธุรกิจ การพรีเซนต์โปรเจกต์ การพรีเซนต์ตัวคุณเอง มันมีทักษะใหม่หรือแนวทางใหม่ๆ ให้เราคอยอัปเดต แล้วสุดท้าย ต่อให้โลกจะเดินไปในทิศทางไหนก็แล้วแต่ มันยังต้องวนกลับมาหามนุษย์ แต่เราต้องพร้อม  สิ่งที่พูดอาจะฟังดูเป็ยนเรื่องพื้นฐานมากๆ แต่มันเหมือนต้องกลับมาปรับทักษะ (reskill) ใหม่ เพราะว่าเราหยุดโลกไม่ได้แล้ว แต่เราต้องเตรียมคนของเราให้สามารถก้าวทันโลกให้ได้ โดยยังคงสิ่งดีๆ ที่เรามีอยู่

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...