Advertisement

SHARE

วันที่ 30 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า วันนี้ถือเป็นการเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัวของ ครม.หลังการแถลงนโยบาย ได้มีการกำชับรัฐมนตรีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องกฎหมาย กฎหมายการเงินการคลัง งบประมาณ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีและมีการชี้แจงจากหน่วยงาน เช่น คณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) , เลขาธิการ ครม. เพื่อให้เข้าใจตรงกันในเรื่องการทำงาน ทั้งนี้ตนได้ย้ำในเรื่องแผนงานการทำงานของรัฐบาลต้องไม่มีการทุจริตโดยเด็ดขาด

เมื่อถามถึง การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาให้คะแนนตนเองอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้จะให้คะแนนอย่างไรเป็นเรื่องของประชาชน แต่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ตัวเลขต่างๆ ที่ได้จากหน่วยงานราชการ ยอมรับว่าเศรษฐกิจมหภาคตัวเลขดีพอสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ แต่ระดับจุลภาคหรือเศรษฐกิจระดับล่าง ต้องมีมาตรการเพิ่มเติมในการแก้ปัญหาให้ได้โดยเร็ว ต้องวิเคราะห์ปัญหาอยู่ที่ไหน ผู้บริโภคอยู่ที่ไหนบ้าง การให้บริการสินค้าต่างๆ ควรจะทำอย่างไร เพื่อให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีขึ้นจะมีหลายมาตรการออกมาในระยะต่อไป

“การให้คะแนนต้องกราบเรียนว่า ผมต้องปรับตัวอีกเยอะ เป็นครั้งแรกที่เข้าในสภา บางทีก็คุ้นเคยกับการคุยกับผู้สื่อข่าวเห็นหน้ากันแบบนี้ ถ้ามีอะไรไม่เหมาะสมก็ขอโทษด้วยละกัน ครั้งหน้าจะแก้ตัวใหม่”

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึง รัฐบาลด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นเรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องเป็นเรือที่พาคน 70 ล้านไปให้ได้ การที่เรือจะลอย เรือจะจม จะไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับน้ำ น้ำคือประชาชนที่จะทำให้เรือลำนี้วิ่งไปได้ ถ้าไม่พายก็อย่าไปราน้ำ เพราะเรือก็หนักพออยู่แล้ว คน 70 ล้านน่ะ ขอความร่วมมือจากทุกท่านด้วย

นอกจากนั้น ยังเตือนให้ให้ระวังข่าวปลอม fake news เพราะคำพูดตนก็ยังถูกนำมาบิดเบือน ตนไม่เคยดูถูกคนจนไม่เสียภาษี วันนั้นตนพูดในสภาว่า ภาษีมีกี่ประเภท ภาษีบุคคลคนที่มีรายได้น้อยไม่ต้องเสียตรงนี้ แต่ไปเสียส่วนอื่น ก็มีการไปบิดเบือนกัน กรุณาฟังให้ถูกต้องด้วย

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างกระทรวงการคลังพิจารณา โดยจะกระตุ้น การบริโภคภายในประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว เร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ โดยให้แนวทางในการจัดทำแผนงานโครงการให้สอดคล้องเป็นรายไตรมาส เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายเข้าในระบบเป็นระยะเวลา และเพื่อให้เบิกจ่ายได้ทันปีงบประมาณ

นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

ส่วนเรื่องคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ มีความจำเป็นและที่ประชุมเห็นชอบแล้ว เนื่องจากมีรองนายกรัฐมนตรีจากหลายส่วน การทำงานต้องสอดคล้องกัน ขณะที่การแบ่งงานของรองนายกรัฐมนตรีก็ดำเนินการแล้ว และตั้งโฆษกรัฐบาลแล้ว คือ ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

ทั้งนี้ การแบ่งงานของรองนายกรัฐมนตรี

– พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดูแล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงแรงงาน

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ,  สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้,  สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)

– นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดูแล กระทรวงการคลัง, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงพลังงาน,กระทรวงอุตสาหกรรม

– สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน,  บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม , สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน), สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน), สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

– นายวิษณุ เครืองาม ดูแล กระทรวงยุติธรรม (ยกเว้นดีเอสไอ), กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงศึกษาธิการ

–  กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

– นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ดูแล กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงพาณิชย์

– นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดูแล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงสาธารณสุข

– สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

– นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน)

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...