Advertisement

SHARE

แม้เศรษฐกิจของกรีซจะยังคงไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตหนี้สินที่ทำให้ต้องขอรับเงินกู้รวมมูลค่าเกือบ 11 ล้านล้านบาท และระบบสาธารณสุขยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการรัดเข็มขัด แต่กลับพบว่ากรีซสามารถรับมือกับวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ได้ดี เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อบ้านอย่างอิตาลีหรือตุรกี

นายคิเรียกอส มิตโซตากิส นายกรัฐมนตรีกรีซ กล่าวว่า กรีซไม่ได้เป็น “แกะดำ” ของยุโรปอีกต่อไป โดยแสดงให้เห็นถึงความมีวินัยและความเข้มแข็งต่อการรับมือการระบาดของโควิด-19

นายมิตโซตากิส กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์คาธิเมอรินี ว่า เขามั่นใจว่าการประกาศมาตรการเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสตั้งแต่เนิ่นๆ มาถูกทางแล้ว แม้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่งฟื้นตัว หลังจากต้องรับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเมื่อปี 2018 และคาดว่าปัญหาเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้ในปีหน้า

กรีซ ซึ่งมีประกรราว 10 ล้านคน นับว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในยุโรป โดยนับตั้งแต่การพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ กรีซมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันจนถึงขณะนี้ที่ 2,401 ราย และสียชีวิต 121 ราย

ขณะที่มาตรการต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว และอยู่ในระหว่างการฟื้นตัว หลังกรีซต้องเผชิญวิกฤตหนี้มานานเกือบ 10 ปี โดยคาดว่าภาวะความถดถอยทางเศรษฐกิจของกรีซในปีนี้ จะอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 4 ถึง 10

นายมิตโซตากิส กล่าวว่า คาดว่าในปีหน้า เศรษฐกิจของกรีซจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง กรีซมีเงินเพิ่มขึ้นอีกราว 2,000 ล้านยูโร จากการจำหน่ายพันธบัตรอายุ 7 ปี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

 

กรีซรับมือกับการระบาดอย่างไร

การระบาดของโควิด-19 อาจสร้างหายนะให้กรีซได้ไม่ยาก เนื่องจากกรีซเป็นประเทศจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเมื่อปีที่แล้ว กรีซมีนักท่องเที่ยวกว่า 27.2 ล้านคน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการระบาดรุนแรงได้ ขณะที่กรีซมีกลุ่มประชากรผู้สูงอายุมากเป็นอันดับสองของยุโรปรองจากอิตาลี ส่วนระบบสาธารณสุขยังคงได้รับผลกระทบจากแผนการรัดเข็มขัด

ขนาดเศรษฐกิจของกรีซในขณะนี้ ยังคงนับว่ามีขนาดเล็กกว่าที่เคยเป็นในช่วงก่อนการเกิดวิกฤตการเงินทั่วโลกครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2008 ถึงเกือบร้อยละ 40 เจ้าหน้าที่กรีซเผยว่า หลังรัฐบาลกรีซลงนามในข้อตกลงกู้ยืมเงินกู้รวมมูลค่า 289,000 ล้านยูโร หรือเกือบ 11 ล้านล้านบาท กับกลุ่มทรอยกา (TROIKA) ซึ่งได้แก่ สหภาพยุโรป (EU), กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารกลางแห่งยุโรป (ECB) และการตัดงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศจำนวนมหาศาลอันเนื่องมาจากแผนการรัดเข็มขัด ทำให้เตียงสำหรับผู้ป่วยไอซียูทั่วประเทศ มีเพียง 560 เตียง หรือเทียบสัดส่วน 5.2 เตียง ต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่เยอรมนีอยู่ที่ 29.2 เตียง

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยที่อาจทำให้สถานการณ์การระบาดเลวร้ายลงได้ หลังจากศาสนจักรกรีกออโธดอกซ์ ประกาศเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ว่า โควิด-19 จะไม่ติดต่อกันผ่านการดื่มไวน์และขนมปัง ซึ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องออกมาโต้แย้งโดยทันที

จนถึงตอนนี้ กรีซสามารถรอดพ้นวิกฤตโรคระบาดครั้งรุนแรงได้ โดยมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันจนถึงวันที่ 22 เม.ย. ที่ 2,401 ราย และสียชีวิต 121 ราย ซึ่งนับว่าน้อยที่สุดชาติหนึ่งในสหภาพยุโรป ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนอาจไม่โชคดีเช่นนั้น โดยอิตาลีมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันจนถึงวันที่ 22 เม.ย. ที่ 183,957 ราย และเสียชีวิต 24,648 ราย ส่วนสเปนมีผู้ติดเชื้อ 204,178 ราย และเสียชีวิต 21,282 ราย ขณะที่ตุรกีมีผู้ติดเชื้อ 95,591 ราย และเสียชีวิต 2,259 ราย อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบอัตราผู้เสียชีวิตของนครอิสตันบูลระหว่างปีนี้และปีที่แล้ว ตัวเลขชี้ให้เห็นว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านี้

สิ่งที่กรีซทำสำเร็จ

นักวิเคราะห์กล่าวว่า กุญแจสู่ความสำเร็จของกรีซคือการที่รัฐบาลดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนหน้าหลายประเทศในยุโรป โดยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่จะมีการพบผู้เสียชีวิตรายแรก ทางการกรีซประกาศยกเลิกกิจกรรมในเทศกาลคาร์นิวัล และสั่งปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร และธุรกิจต่างๆ ส่วนใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. ซึ่งในขณะนั้น มีผู้ติดเชื้อในประเทศเพียง 31 ราย

ดร. สเตลลา ลาดี อดีตที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายสาธารณะของรัฐบาลกรีซ กล่าวว่า การที่รัฐบาลกรีซดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างรวดเร็ว นั่นเพราะพวกเขาทราบดีว่า ระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอของประเทศอาจไม่สามารถรับมือได้หากเกิดการระบาดรุนแรง

เมื่อรัฐบาลประกาศห้ามการเดินทางที่ไม่มีความจำเป็น ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. รัฐบาลเองก็จับตาสถานการณ์ในอิตาลี ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยเกินขีดความสามารถในการรองรับของระบบสาธารณสุข ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการรักษาต้องนอนเรียงรายกันตามทางเดิน นายกรัฐมนตรีกรีซกล่าวระหว่างการประกาศมาตรการล็อคดาวน์ เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ซึ่งในขณะนั้นกรีซมีผู้ป่วย 624 ราย และเสียชีวิต 15 ราย ว่า “โชคร้ายที่อิตาลีมีผู้เสียชีวิต 1 คน ทุกๆ 2 นาที สิ่งที่เราต้องทำคือการปกป้องสุขภาพของประชาชน” โดยในวันเดียวกันนั้น สหราชอาณาจักร ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ป่วย 6,650 ราย และเสียชีวิต 335 ราย ก็ได้ประกาศล็อคดาวน์เช่นกัน

นอกจากนั้น รัฐบาลกรีซยังได้ออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์รายวันเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดในประเทศ โดยกล่าวเตือนประชาชนว่า ระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอของประเทศ ทำให้จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อรักษาชีวิตประชาชน แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบอย่างหนักก็ตาม

ดร. สเตลลา ลาดี กล่าวว่า กลยุทธ์ในการสื่อสารมีความสำคัญเทียบเท่ากับกับมาตรการป้องกันตั้งแต่เริ่มแรก ทุกๆ วันในเวลา 6 โมงเย็น ผู้คนจะหยุดการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อดูว่าแต่ละวันมีความคืบหน้าอย่างไร

ลาดี กล่าวถึงการดำเนินมาตรการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า มาตรการล็อคดาวน์ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชน เพราะทุกคนทราบดีว่าระบบสาธารณสุขของประเทศยังคงอ่อนแอ และพวกเขายอมรับได้ นอกจากนั้น ความสำคัญของการมีสุขภาพดีตามแบบวัฒนธรรมกรีก ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวกรีกยอมรับการล็อคดาวน์ได้อย่างไม่ยากเย็น

“จากมุมมองด้านวัฒนธรรม ทุกๆ การสนทนา ทุกๆ ความปรารถนาเพื่ออนาคตที่ดี มักจบลงด้วยการอวยพรให้มีสุขภาพดี มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถกเถียงได้ว่า สุขภาพมีความสำคัญกว่าการเปิดร้านค้าหรือไม่ แน่นอนว่าสุขภาพย่อมสำคัญที่สุด และการเปิดธุรกิจมาเป็นลำดับที่สอง นี่เป็นสิ่งที่พบเห็นไม่ง่ายในประเทศอื่น”

รัฐบาลยังใช้มาตรการล็อคดาวน์เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับของระบบสาธารณสุข โดยเตียงในแผนกไอซียู เพิ่มขึ้นจาก 565 เตียง เมื่อต้นเดือนมีนาคม เป็น 910 เตียง ในช่วงปลายเดือนเดียวกัน และข้อตกลงระหว่างรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชน ทำให้โรงพยาบาลเริ่มรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการของโควิด-19 เข้ารับการรักษา ทำให้เตียงในโรงพยาบาลรัฐมีจำนวนเพิ่มขึ้น

 

 

ค่ายผู้อพยพ

เช่นเดียวกับที่อื่นๆ การระบาดและการล็อคดาวน์ย่อมมาพร้อมกับปัญหาความไม่เท่าเทียม แม้กรีซจะสามารถรับมือได้ดีกว่าประเทศอื่น แต่ประชากรจำนวนมากก็ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ายผู้อพยพ 5 แห่งที่ตั้งอยู่ตามเกาะต่างๆ ที่มีผู้อพยพกว่า 40,000 คน ที่อาศัยอยู่ในที่พักที่มีสภาพย่ำแย่ โดยเฉพาะที่เกาะเลสวอส ที่มีผู้อพยพอาศัยอยู่กว่า 18,000 คน อาศัยในพื้นที่ขนาดเพียง 10,000 ตารางเมตร ซึ่งตามปกติแล้วสามารถรองรับได้เพียง 3,000 คน หรือมีความหนาแน่นของประชากรมากกว่าเรือไดมอนด์ ปรินเซส ถึง 6-8 เท่า ขณะที่มีแพทย์เพียง 3 คน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังคงไม่พบการระบาดของโควิด-19 ในค่ายผู้อพยพตามเกาะต่างๆ แต่ค่าย 2 แห่งที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ถูกบังคับใช้มาตรการกักตัว หลังพบมีผู้ติดเชื้อ 44 ราย และเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อ 148 ราย ที่โรงแรมใกล้กรุงเอเธนส์ ที่ใช้เป็นสถานที่พักของผู้อพยพ

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. รัฐบาลกรีซประกาศว่าจะย้ายผู้อพยพ 2,380 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอาการป่วยอยู่แล้วและครอบครัว จากเกาะต่างๆ ไปยังค่ายที่พักบนแผ่นดินใหญ่ และประกาศขยายมาตรการควบคุมการเคลื่อนที่ของผู้อพยพทั่วประเทศ ไปเป็นวันที่ 10 พ.ค. ซึ่งนั่นทำให้ผู้อพยพที่อาศัยในสภาพที่ขาดสุขอนามัยและแออัด มีความเสี่ยงที่จะแพร่และติดเชื้อได้

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

แม้กรีซจะรักษาจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตโดยรวมให้อยู่ในระดับต่ำได้ แต่การระบาดยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

นายปานอส ซาโกลกลู อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจเอเธนส์ กล่าวว่า กรีซยังคงต้องพึ่งพาภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตการระบาด เช่น การเดินเรือระหว่างประเทศ และการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 11.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี เมื่อปี 2018 และอาจมากถึงร้อยละ 30.9 เมื่อนำรายได้ทางอ้อมมารวมด้วย

และในขณะที่รัฐบาลกำลังนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ในช่วงการล็อคดาวน์ แต่หนี้ของกรีซที่มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับจีดีพี หมายความว่า อาจยากที่กรีซจะสามารถกู้ยืมเงินต่อไปได้ หากวิกฤตยังคงยืดเยื้อไปอีกหลายเดือนหรืออาจเป็นปี อย่างไรก็ตาม ซาโกลกลู กล่าวว่า แนวโน้มที่กรีซจะต้องการเงินช่วยเหลือก้อนใหม่ยังคงเป็นไปได้น้อย

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...