Advertisement

SHARE

กองทุนหลักประกันสุขภาพ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ กองทุนบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค กำลังจะเดินหน้าเข้าก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 ในปี 2564 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การดำเนินงานมีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีหัวใจสำคัญคือ การให้ประชาชนชาวไทยเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน

โดยปีนี้ภายในงานประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางมาเป็นประธาน และขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจ และนายอนุทินตั้งมั่นว่าควรจะต้องเดินหน้าให้สำเร็จคือ แนวคิด 30 บาทรักษาทุกที่ คนไทยต้องเป็น วีไอพี ทุกโรงพยาบาล

แนวคิด 30 บาทรักษาทุกที่ คนไทยต้องเป็น วีไอพี ทุกโรงพยาบาล คำนี้จะเป็นแรงผลักดัน ให้กับผู้บริหารทุกคนครับ ผู้ป่วยต้องเป็น วีไอพี ทุกโรงพยาบาล แปลว่าอะไร ไปทิ้งขว้างเขาไม่ได้นะ สิทธิของเขาเกิดขึ้นแล้ว คำว่า วีไอพี เป็นอันเข้าใจว่า คำว่า อนาถา ต้องไม่มี คำว่าทิ้งขว้างต้องไม่มี” นายอนุทิน กล่าว

แนวคิดดังกล่าวนี้ นายอนุทิน เน้นย้ำว่า เป็นสิ่งที่ผู้บริหารโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลต้องเดินหน้าทำให้สำเร็จ และควรจะต้องทำ เพราะหากยกระดับแนวคิดนี้ขึ้นได้ จะทำให้บุคลากรทุกคนในโรงพยาบาล เกิดความเข้าใจว่า ผู้ป่วยต้องเป็นวีไอพี ซึ่งนั้นจะถือว่าเป็นการยกระดับการให้บริการทางการแพทย์อย่างแท้จริง

ที่ผ่านมาการทำงานของกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในช่วงสถาการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด -19 นายอนุทิน ถือว่าเป็นผลสำเร็จของการดำเนินงานด้านสาธารณสุขของประเทศไทย เพราะจากสถิติจะเห็นได้ว่า ยอดจำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทย ไม่ได้เยอะจนเป็นที่หน้าตกใจ โดยพบผู้ที่ติดเชื้อในประเทศไทย 3,641 ราย เสียชีวิต 59 ราย ขณะที่ทั่วโลกในหลายประเทศ รวมมีผู้ติดเชื้อมากถึง 37 ล้านคน เสียชีวิตกว่าล้านคน

เราต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ว่าถ้าจะเขาไม่ดูแลตัวเอง เจ็บป่วยบ่อยๆ นั้นคือภาระของประเทศชาติ ไม่มีประชาชนคนไหน ต้องเกิดมาเป็นภาระของใคร ทุกคนอยากจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง เราต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนเข้าใจ ถ้าถึงเวลาจริงๆทำไมจะทำไม่ได้ ยกตัวการใส่หน้ากากอนามัย มีผู้ให้ความร่วมมือมากกว่า 85 % ในช่วงโควิด-19 ทำไมเราทำให้คนหันมาใส่ใจเรื่องการล้างมือ การใช้แอลกอฮอล์ได้ เรื่องสุขภาพก็เช่นกัน ถ้าเราทำให้ประชาชนทราบว่าการแข็งแรง ในแต่ละวัน แต่ละปี เป็นการช่วยบ้านเมือง เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวเขา ถ้าคนไทยแข็งแรง ประเทศไทยก็แข็งแรง และจะส่งผลให้ส่วนอื่นๆแข็งแรงตามมาด้วยนายอนุทิน กล่าว

สำหรับงบประมาณปี 2564 ของกองทุนหลักประกันสุขภาพ รัฐบาลยินดีสนับสนุนนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและงบประมาณกองทุนบัตรทองอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ตั้งเป้าจัดสรรงบกองทุนบัตรทอง 194,508.78 ล้านบาท เป็นงบเหมาจ่ายรายหัว 177,198.99 ล้านบาท หลังหักเงินเดือนภาครัฐ 52,143.97 ล้านบาท เป็นงบเหมาจ่ายที่ส่งให้ สปสช.บริหาร 125,055.01 ล้านบาท และงบนอกเหมาจ่ายรายหัวอีก 17,309.79 ล้านบาท

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพ ด้วยการเพิ่มงบประมาณประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ แบ่งการทำงานในงบส่วนนี้ ได้แก่ การสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน สร้างการดูแลในระดับพื้นถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวก ร่วมกับ สปสช.อย่างใกล้ชิด และในฐานะประธาน สปสช.โดยตำแหน่ง ยอมรับว่า เมื่อมีปัญหาระหว่างกระทรวงสาธารณะสุข กับ กองทุน ต้องทำให้ทั้งสองฝ่าย หันมาจับมือกัน  เพื่อทำงานร่วมกันต่อไปให้ได้   ดังนั้นทุกคนในกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องร่วมมือกันในการอำนวยความสะดวกและดูแลประชาชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากเรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน รัฐบาล มีความมุ่งหมายจะพัฒนา หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับกลุ่มคนเปราะบาง ชายขอบ ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือให้มีความมั่นใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไป

“พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับระบบสุขภาพของประชาชนที่สุด และไม่ได้เพิ่งมาเห็นความสำคัญในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ให้ความสำคัญมานานแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันนี้มีเสรีภาพในงานทำงานค่อนข้างสูง รัฐบาลให้อิสระในการทำงาน เพื่อให้ระบบสุขภาพของประเทศไทยมีเสถียรภาพมากที่สุด ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จะตกไปที่ประชาชนชาวไทยทุกคน” นายอนุทิน กล่าว

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...